ภายหลัง นายสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวง(รมว.)ยุติธรรมพร้อมคณะตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว((Electronic Monitoring Control Center - EMCC) บริเวณชั้น 6 กระทรวงยุติธรรมซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์ ติดตามผู้ถูกคุมประพฤติที่ใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไลอีเอ็ม (EM: Electronic Monitoring)อย่างใกล้ชิดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการทำผิดผ่านระบบเฝ้าติดตามรวมทั้ง มีการสาธิตให้ผู้ถูกคุมประพฤติได้ติดกำไลอีเอ็มเพื่อแสดงสัญญาณผ่านระบบและได้มีการพูดคุยกับผู้ถูกคุมประพฤติจาก จ.ระยอง ผ่านระบบสอบถามการติดกำไลอีเอ็มทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน
นายสมศักดิ์กล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมศูนย์แห่งนี้ว่า กระทรวงยุติธรรมได้กำหนดแนวทาง ขั้นตอนการพิจารณาคดีและขั้นตอนหลังการพิจารณาคดี โดยการนำมาตรการทางเลือกแทนการจำคุกมาใช้ในแต่ละระดับก็เพื่อลดความแออัดในเรือนจำ และมีมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับสังคมโดยคำนึงถึงความรุนแรงของการกระทำผิดและโทษที่ควรได้รับ เช่น คดีก่อการร้าย คดีฆ่าคดีข่มขืนเด็ก ควรได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนคดีผลิตจำหน่ายส่งออกยาเสพติดควรจำคุกระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ส่วนคดีอื่น เช่น ลักทรัพย์ ฉ้อโกงบุกรุก ทำร้ายร่างกายอาจได้รับโอกาสพักการลงโทษ โดยนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไลอีเอ็มมาใช้ เพื่อเป็นมาตรการทางเลือกแทนการจำคุก
ทั้งนี้ศูนย์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว ซึ่งดูแลโดยกรมคุมประพฤติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการเป็นศูนย์กลาง เพื่อควบคุมติดตามกลุ่มเป้าหมายให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข รวมถึงสามารถบริหารจัดการ หากมีผู้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือ จงใจฝ่าฝืนเงื่อนไข ที่กำหนดได้อย่างทันท่วงทีโดยจะสามารถป้องกันและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ ที่เป็นภัยต่อประชาชนและสังคม
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่าขณะนี้มีผู้ที่ติดกำไลอีเอ็มแล้วจำนวน 39 รายแยกเป็นผู้รอการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดจำนวน 23 ราย ผู้ถูกคุมประพฤติ7 ราย และผู้ที่ได้รับการพักโทษ 2 รายและผู้ได้รับจากลดวันต้องโทษอีก 12 รายซึ่งหลังจากนี้กรมคุมประพฤติจะทยอยติดกำไลEMให้กับกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม โดยคาดว่าจะใช้กำไลอีเอ็มปีละ 87,700 รายและเชื่อว่าการนำกำไลอีเอ็มมาใช้ ยังถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมดูแล ติดตามผู้กระทำผิด อีกทั้งยังทำให้สังคมมีความปลอดภัยด้วย
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่าสำหรับผู้ที่ได้รับการพักโทษล็อตแรกทั้ง 3 กลุ่มจะมีจำนวน 3,000 คน มีทั้งผู้ต้องขังทั่วไปที่ได้รับการพักโทษ ได้รับพระราชทานอภัยโทษผู้ถูกคุมประพฤติ และผู้ที่รอตรวจพิสูจน์ ซึ่งจะเป็นการทยอยปล่อยเพื่อติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามคำสั่งของคณะอนุกรรมการพิจารณาพักการลงโทษที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน และยืนยันว่าการพักโทษจะไม่ใช้กับผู้ต้องหาในคดีที่ก่อความรุนแรงและเป็นอันตรายต่อสังคม
ด้านนายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การพักโทษจะไม่ใช้กับนักโทษที่มีคดีอุกฉกรรจ์และผู้ที่จะได้รับการพักโทษจะต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงว่าจะกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกหรือไม่และต้องมีการกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ เช่น ห้ามออกจากพื้นที่กำหนด ห้ามเข้าใกล้พื้นที่ต้องห้ามแต่การกำหนดเงื่อนไขจะไม่มีประสิทธิภาพเพราะต้องเจ้าหน้าที่ควบคุมจำนวนมากดังนั้นกำไลอีเอ็มจึงสามารถนำมาใช้งานได้โดยผู้ที่ถูกปล่อยตัวจะต้องติดกำไลอีเอ็มนาน 1 ปีซึ่งในช่วงดังกล่าวจะพบอัตราการกระทำผิดซ้ำมากที่สุด ตัวเลขปัจจุบันอยู่ที่ร้อย 10 ในเวลา 3 ปี
จากนั้น รมว.ยธ.พร้อมคณะยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการกรมคุมประพฤติ (JSOC) ซึ่งจะมีระบบติดตามนักโทษคดีร้ายแรงเพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำและความปลอดภัยในสังคม ทั้งนี้มีข้อมูลผลการติดตามผู้พ้นโทษที่มีลักษณะพิเศษข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2563ปีพ.ศ. 2559-2565 มีจำนวนผู้พ้นโทษ 155 คน พ้นโทษ 133 คน ต้องขัง 22 คน จำคุกคดีใหม่ 8 คน เสียชีวิต 6 คน รวมมีผู้ที่อยู่ระหว่างติดตามจำนวน 119 คน