"ผลช่วงแรกที่โควิดระบาดเดือนมีนาคม-เมษายน ผู้ผลิตยังไม่ปิดตัว เพราะเมื่อออร์เดอร์เสื้อผ้าหายก็หันไปเร่งทำหน้ากากอนามัยผ้าแทนแต่พอถึงเดือนกรกฎาคมนี้ปริมาณหน้ากากอนามัยผ้าเริ่มล้นตลาด เพราะคู่แข่งในต่างประเทศมีทั้งบังคลาเทศ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม และเมียนมาหันมาทำหน้ากากอนามัยเช่นกัน ตอนนี้กลุ่มโรงงงานขนาดเล็กห้องแถวจะตายก่อน และจากนั้นขยับขึ้นมาถึงขนาดกลาง-ใหญ่ ไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งซัพพลายเชน เช่น พวกซิป กระดุม และส่วนประกอบต่างๆ ซัพพลายเชนที่เราเคยมีครบต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ก็จะหายไปเพราะแค่ปิดโรงงาน 2-3 เดือน ออร์เดอร์ลูกค้าหาย แรงงานหาย การจะฟื้นคืนกลับมาได้ยาก มองว่าปีหน้าจะฟื้นแค่ 70-80% หากจะกลับมาแข็งแรงได้คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี"
แต่ที่น่ากลัวคือ "ปัญหาซัพพลายเชนขาด" ซึ่งในที่สุดทุกประเทศที่เป็นผู้ผลิตทั้งจีน เวียดนามที่มีสินค้าเหลือจะส่งออกมาขายในตลาดซึ่งจะแคบลง ท้ายสุดไทยก็จะกลายเป็นผู้ซื้อเสื้อผ้า ซึ่งผมมองว่าจุดตัดจะอยู่ที่ในอีกไม่เกิน 4 ปีข้างหน้า เพราะเท่าที่ดูตัวเลขนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปีละ 20% แต่ยอดส่งออกโตแค่ 1-5% ซึ่งในปี 2562 นำเข้าถึง 1.7 แสนล้านบาทขยับใกล้กับตัวเลขส่งออกที่ 2.2 แสนล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมขณะนี้คือ โควิด ตามด้วยปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าจากการที่ดอลลาร์อ่อน ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งต้องรอหลังจากการเลือกตั้งสหรัฐฯในเดือนพฤศจิกายนนี้ว่าจะใครจะมารับตำแหน่งประธานาธิบดีและจะมีนโยบายอย่างไร ขณะที่ในไทยก็มีเรื่องความชัดเจนของการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เช่นการเข้าร่วมเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ เช่น ไทย-สหภาพยุโรป ความตกลง CPTPP ไทยก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เราจึงเห็นว่าจะมีนักลงทุนไปเวียดนาม บางรายปิดโรงงานที่ไทยเพื่อไปขยายที่เวียดนาม ส่งผลให้ขณะนี้เวียดนามมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกได้มากกว่าไทย 4 เท่า ขณะที่กัมพูชาผลิตและส่งออกมากกว่าไทย 2 เท่า และพม่าจะแซงไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
สำหรับการปรับตัวของผู้ผลิตทางหนึ่งคือต้องไปพัฒนาสินค้าใหม่ หรือพัฒนานวัตกรรม เพื่อรักษาตลาดเก่าหรือขยายไปยังตลาดใหม่ รักษากระแสเงินสด สร้างเครือข่ายธุรกิจโดยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อยอดการผลิตสินค้าให้สอดรับความต้องการของตลาด เพิ่มการสื่อสารกับซัพพลายเออร์เพื่อประเมินเทรนด์ตลาดต่างๆ และที่สำคัญต้องฝึกทักษะแรงงานในอุตสาหรกรมให้มีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน