การเปิดขอรับบริจาค
หากมี การหลอกลวง หรือมีเจตนาในการฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชนก็จะมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หรือ มาตรา 343 แล้วแต่กรณีรวมไปถึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทสุดท้ายอาจจะถูกตรวจสอบทรัพย์สิน
เนื่องจากความผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชนนั้น เป็นความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งอาจจะมีความผิดแยกอีกส่วนหนึ่งต่างหาก
แล้ว "การเปิดบัญชีรับเงินบริจาค" แบบไหนถูกกฎหมาย
กรณีที่่ประสบพบเจอบ่อยๆ การเปิดรับบริจาคมักจะในช่วงที่เกิดมีภัยพิบัติ ผู้เปิดบัญชีขอรับเงินบริจาค เพื่อจัดส่งเงิน หรือสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และให้ความช่วยเหลือนั้นทันต่อเหตุการณ์และทันเวลา แต่เราทุกคนในฐานะ"ผู้ให้บริจาค" ก็ต้องตรวจสอบเรื่องราวให้ดีก่อนโอนเพื่อร่วมบริจาค และเพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการส่งต่อความช่วยเหลือไปให้กับผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง
ในวันนี้ ขออนุญาตนำวิธีการ "เช็กก่อนชัวร์ก่อนโอน" มาบอกกล่าวกัน เพื่อร่วมเตือนภัยอีกทาง
คนทั่วไปอย่างเราๆ จะเปิดรับบริจาคเองได้ไหม?การเปิดบัญชี รับเงินบริจาค ทั้งเงิน และสิ่งของ มีกฎหมายที่ควบคุมดูแล คือ พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 ในความหมายของมาตรา 4 รวมถึงการรวบรวมทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดหรือบางส่วนไปใช้ในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย
ส่วนการเปิดรับบริจาคเองทำได้หรือเปล่า?
หากทำในที่สาธารณะ ได้แก่ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ เช่น การเปิดรับบริจาคน้ำท่วมโดยสถานีโทรทัศน์ต่างๆ จะต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยทำเป็นหนังสือ ระบุ
วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม
ระบุวิธีเรี่ยไรระบุจำนวนเงินที่ต้องการเรี่ยไรระบุสถานที่เรี่ยไรระบุเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดกิจกรรมเรี่ยไรการเปิดบัญชี รับเงินบริจาค มีขั้นตอนอย่างไรการเปิดรับบริจาคโอนเข้าบัญชี หรือรับสิ่งของนั้น ไม่ได้มีระบุว่าห้ามเปิดบัญชีในชื่อผู้ขอรับบริจาค แต่ไม่เป็นที่นิยมทำ เนื่องจากการโอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลจะมีผลต่อการตรวจสอบรายได้ ต้องยื่นกับกรมสรรพากร จึงมักนิยมเปิดบัญชีในนามมูลนิธิ เพื่อการตรวจสอบง่าย และเป็นประโยชน์ให้ผู้บริจาคใช้ใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้
แต่ทั้งนี้กฎหมายก็มีระบุเกี่ยวกับการเรี่ยไร ระบุใจความสำคัญไว้ว่า
ผู้เปิดรับบริจาคต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปผู้เปิดรับบริจาคต้องไม่มีจิตฟั่นเฟือน ไม่เป็นโรคติดต่อที่น่ารังเกียจผู้เปิดรับบริจาคต้องไม่เคยต้องโทษฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ยักยอกทรัพย์ รับของโจรผู้เปิดรับบริจาคต้องไม่เคยต้องโทษทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487โทษของการเปิดบัญชี รับเงินบริจาค แต่ผู้เปิดบัญชีกลับงุบงิบหรือแอบเงินไว้เอง
หากตรวจสอบได้ว่ามีเจตนาฉ้อโกงหรือล่อลวง ผู้เปิดรับบริจาคจะได้รับโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 341 ว่าด้วยการฉ้อโกงและหากเปิดรับผ่าน Social Media ก็อาจได้รับโทษใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1)คือรวมแล้ว มีทั้งโทษจำคุก และปรับตามกฎหมายวิธีตรวจสอบการรับบริจาคออนไลน์อย่างไรถึงมือผู้ประสบภัยตัวจริงตัวอย่าง การบริจาคเงินช่วยบรรเทาเยียวยาโควิด-19 ไปยังหน่วยงานภาครัฐ ที่น่าเชื่อถือในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาการระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกับทั่วโลก มีหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ที่เปิดรับบริจาคเพื่อนำเงินหรือสิ่งของช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆมากมาย
การเปิดรับบริจาคลักษณะนี้ ค่อนข้างกระชั้นชิด และเร่งด่วน ยากต่อการตรวจสอบ เพราะวัตถุประสงค์เน้นไปที่การหาชุดและอุปกรณ์ป้องกันให้กับบุคลากรทางการแพทย์ไว้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 จะสังเกตเห็นว่า ข่าวดาราที่ออกมาบริจาคเงินหลักล้าน มักบริจาคตรงไปที่มูลนิธิของโรงพยาบาลเป็นหลัก ไม่ได้โอนเข้าบัญชีเปิดรับบริจาคส่วนตัวของบุคคล
ลักษณะการเปิดรับบริจาคที่น่าเชื่อถือจากหน่วยงานรัฐ
ตามหลักเกณฑ์ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2544กรณีมีการเรี่ยไร ห้ามมิให้หน่วยงานรัฐดำเนินการต่อไปนี้
กำหนดประโยชน์ผู้บริจาคหรือบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐประกาศไว้กำหนดมูลค่าของเงินหรือทรัพย์สินที่แน่นอนกระทำการให้บุคคลใดจำยอมมาบริจาคโดยเลือกปฏิเสธไม่ได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อมใช้คำสั่งขอร้อง หรือบังคับให้บริจาค ด้วยอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับวิธีการดูบัญชีที่ถูกเปิดมาเพื่อรับบริจาคก็พิจารณาได้จากความน่าเชื่อถือ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
-เป็นบัญชีที่เปิดในนามมูลนิธิที่มีตัวตน ออกใบเสร็จรับเงินได้ชัดเจน-เป็นนามหน่วยงานรัฐ เพราะตรวจสอบได้ทางกฎหมาย-เป็นนามหน่วยงานนิติบุคคล (บริษัทฯ, องค์กร) เพราะตรวจสอบได้ทางกฎหมาย
(ขอขอบคุณภาพจากเพจ : ทนายเจมส์ LK)