เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากสิงคโปร์ใช้มาตรการ "เซอร์กิต เบรกเกอร์ " ล็อกดาวน์ประเทศอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ช่องยูทูป Prime Ministers Office, Singapore ช่องยูทูปอย่างเป็น ทางการของนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ได้โพสคลิปซึ่ง ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์กล่าวถึงแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์ด้วยความชื่นชม"พวกเราจะติดตามให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับ สวัสดิภาพของแรงงานต่างชาติ พวกเขามาทำงานหนักที่สิงคโปร์เพื่อเลี้ยงชีพและจุนเจือครอบครัวเขาที่บ้าน พวกเราเป็นกำลังสำคัญในการสร้าง HBD แฟลต สนามบินชางงี และรวมถึงรถไฟสาย MRT"ในคลิปถ้อยแถลงนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจจากรัฐบาลสิงคโปร์ถึงชีวิตความเป็นอยู่ไปจนถึงสวัสดิภาพของแรงงานระหว่างที่โควิด-19ระบาดหนัก "พวกเราทำงานร่วมกับนายจ้างเพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานต่างชาติจะได้รับการจ่ายเงินเดือน และส่งเงินกลับบ้านได้ พวกเราจะอำนวยความสะดวกให้พวกเขาเข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพและการรักษาอาการเจ็บป่วยหากพวกเขาต้องการนอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ก็ยังให้คำสัญญาเป็นแม่นมั่นว่าจะปกป้องแรงงานต่างชาติอย่างแน่นอน "หากสมาชิกครอบครัวของพวกเขาได้ดูวิดีโอนี้ ผมขอกล่าวกับพวกเขา พวกเราพึงพอใจผลงานและความทุ่มเทของลูกชายของพวกคุณ พ่อ และสามีของพวกคุณ ที่มาทำงานที่สิงคโปร์นี้ พวกเราตระหนักถึงความรับผิดชอบในสวัสดิภาพของพวกเขา พวกเราจะดูแลสุขภาพของพวกเขาให้ดีที่สุด ตลอดจนความเป็นอยู่และสวัสดิการที่พวกพึงได้รับที่นี่ และรวมถึงทำให้พวกเขาได้กลับบ้านไปหาพวกคุณได้อย่างปลอดภัย ในฐานะตัวแทนของชาวสิงคโปร์ ผมขออวยพรให้พวกคุณพบแต่สิ่งดีครับ"คำมั่นสัญญานี้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมที่น่าชื่นชม เมื่อทางการสิงคโปร์ได้ทำการดูแลแรงงานต่างชาติ ตลอดจนให้การรักษาแรงงานต่างชาติที่ป่วยเป็นโควิด-19ด้วยมาตรฐานที่เท่ากันกับชาวสิงคโปร์จนหายป่วย และจนถึงขณะนี้สิงคโปร์ซึ่งเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างชาติในหอพักซึ่งมีจำนวนถึง 323,000 คน ได้ตรวจการติดเชื้อแรงงานต่างชาติในกลุ่มนี้ไปแล้วมากกว่า120,000 คน ซึ่งได้รับผลว่าพวกเขาไม่ป่วยเป็นโควิด-19อย่างไรก็ตามความสำเร็จของสิงคโปร์ในการควบคุมโรคโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างชาติไม่ได้มาโดยง่าย แต่ได้มาจากการควบคุมอย่างเข้มงวด ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์มีจำนวนมหาศาล กระทรวงแรงงานสิงคโปร์เผยว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 สิงคโปร์มีแรงงานต่างชาติทำงานในสิงคโปร์อยู่ถึง 999,000คน สิงคโปร์จึงใช้มาตรการณ์เชิงรุกเพื่อควบคุมการระบาดในหอพักไม่ให้กระจายสู่ชุมชนภายนอก และป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อตามหอพักเพิ่มเติมนับแต่ตรวจพบแหล่งระบาดโรคโควิด-19 ขนาดใหญ่ในหอพักแรงงานต่างชาติเมื่อปลายเดือนมีนาคมมาตรการที่สิงคโปร์ใช้ในการควบคุมโรคโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างชาติมีแนวทางไม่แตกต่างจากการควบคุมโรคโควิด-19ในกลุ่มชาวสิงคโปร์นั่นคือเน้นการเว้นระยะห่างและห้ามออกนอกเคหะสถาน ดังนั้นแรงงานในหอพักจึงได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิด หอพักขนาดใหญ่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าดูแลพร้อมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ หอพักขนาดเล็กเช่น หอพักด้านหลังโรงงานต้องทำตามกฎของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด แรงงานไม่สามารถออกจากหอพักได้ แต่ทางภาครัฐและนายจ้างจะเป็นฝ่ายช่วยจัดหาสิ่งของจำเป็นรวมถึงอาหารให้อย่างเพียงพอ และสามารถขอตรวจสุขภาพได้ฟรีเมื่อรู้สึกป่วย นอกจากนี้รัฐบาลสิงคโปร์ยังจัดให้แรงงานสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ทตลอดเวลาเพื่อทำให้พวกเขาติดต่อกับเพื่อนและครอบครัวได้เสมอ ฯลฯ มาตรการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อระวังไม่ให้เกิดการระบาดบาดในหอพักแรงงาน เช่น "S11" หอพักแรงงานต่างชาติซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดและพบผู้ติดเชื้อเกือบ 2,000 คนในเดือนเมษายนปัจจุบันสิงคโปร์ยังคงเป็นจุดหมายที่พี่น้องแรงงานไทยเดินทางไปทำงานมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน แรงงานไทยจึงเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมโรคโควิด-19ในกลุ่มแรงงานครั้งนี้ ดัวยเหตุนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยในสิงคโปร์จึงเรียกประชุมหน่วยงานและชุมชนคนไทยในสิงคโปร์เพื่อขอความร่วมมือเพื่อดูแลและให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่พี่น้องแรงงานคนไทยได้อย่างทั่วถึงระหว่างที่สิงคโปร์ใช้มาตรการเซอร์กิส เบรกเกอร์สมาคมไทย(สิงคโปร์)เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ร่วมช่วยเหลือแรงงานไทยในครั้งนี้ สมาคมนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2540 เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคนไทยที่เข้ามาทำงานและพำนักอาศัยในสิงคโปร์ นอกจากจัดกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมและจัดงานเทศกาลตามประเพณีไทย สมาคมไทยยังจัดกิจกรรมการกุศล และเป็นช่องทางที่เชื่อมโยงคนไทยในสิงคโปร์ไปสู่องค์กรหรือบุคคลที่สามารถให้ความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาซึ่งรวมถึงพี่น้องแรงงานไทยพาชื่น มาลัยพันธ์ หนึ่งในคณะกรรมการสมาคมไทย(สิงคโปร์)ได้เล่าถึงการให้ความช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในครั้งนี้ โดยหลังจากได้ประชุมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์สมาคมไทย(สิงคโปร์) จึงประกาศรับบริจาคผ่านเฟสบุ้คของสมาคม และจากนั้นได้มีพี่น้องแรงงานไทยเข้ามาขอความช่วยเหลือซึ่งต่อมามีจำนวนมากถึง 1,600 คน โดยการขยายความช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยซึ่งเริ่มจาก 1-2 คนในวันแรกๆ เป็นจำนวนมากกว่าพันคนนี้นอกจากเพราะมีการส่งต่อข่าวสารในกลุ่มพี่น้องแรงงาน แรงงานไทยบางท่านได้ขอความช่วยเหลือให้สมาคมไทย(สิงคโปร์)ติดตามช่วยเหลือแรงงานไทยคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากสมาคมแรงงานไทยโดยตรง "เริ่มส่งต่อ ช่วยจาก 1 ไปเป็น 2 คนโทรเข้ามาเยอะ แต่ละเบอร์รูปถ่าย เขียนเป็นลายมือเอากระดาษลังเขียนกัน เหมือนเวลาไปติดเกาะกันที่ไหนก็เริ่มจะส่งมาเรื่อยๆ" พาชื่นกล่าวอย่างไรก็ตาม การส่งอาหารและสิ่งของไปช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม สิงคโปร์อยู่ระหว่างมาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ทั่วประเทศซึ่งมีผลกับการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งหมด สมาชิกสมาคมไทยจึงไม่สามารถรวมตัวเพื่อจัดเตรียมและบรรจุข้าวของเป็นถุงยังชีพให้พี่น้องแรงงานได้ ในประเด็นนี้ วรรณา นิธิเชิดชู หนึ่งในคณะกรรมการสมาคมไทย(สิงคโปร์)เล่าว่าทางสมาคมแก้ปัญหาโดยการแจกสิ่งของรับบริจาคไปตามบ้านของคณะกรรมการเพื่อให้พวกเขาทำการจัดเป็นถุงยังชีพ "มันไม่เหมือนงานอาสาสมัครในช่วงเวลาปกติ เราไม่สามารถไปรวมตัวกันช่วยกันแพ็คของเพราะว่าเขามีกฎเรื่องการรักษาระยะห่าง มีกฎที่แบบห้ามคนที่แบบไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันเนี่ย เรามาเจอกันไม่ได้ เรามาสังสรรค์ไม่ได้ ก็คือเวลาเราต้องการจะแจกข้าวสารอาหารแห้งคือเราจะแพ็คถุงยังชีพใช่ไหมคะ เราก็ต้องแจกกันไปแต่ละบ้านๆ ให้กรรมการสมาคม หรือสมาชิกของสมาคมไทยไปช่วยๆกัน"
พาชื่นเสริมว่าข้อกำหนดเรื่องการรักษาระยะห่างทำให้ขั้นตอนการจัดส่งสิ่งของให้แก่พี่น้องแรงงานไทยก็ต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม "การดำเนินงานทั้งหมดมันก็อาจมีปัญหาบ้างอย่างเช่น สิงคโปร์เขาก็มีระเบียบว่าไม่ให้เราพบ ไม่ให้เราประชุมหรือไปพูดคุย เพราะฉะนั้นเนี่ยเราก็ต้องมีการเตรียมการ มีการวางแผน นัดแนะจุดตำแหน่งที่เราจะไปลง วางแล้วถอย แล้วเขาก็จะมารับของ"
อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นอุปสรรค์ต่อการจัดส่งถุงยังชีพเหล่านี้คือ พี่น้องแรงงานไทยมีความเข้าใจน้อยถึงเงื่อนไขและสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวซึ่งอาจเกิดจากกำแพงด้านภาษาและไม่ความไม่เชี่ยวชาญพื้นที่ "แม้แต่เรื่องเอกสาร ที่อยู่ การคุยกับพี่น้องแรงงานเราได้ข้อมูลน้อยคือ เขาเข้าใจน้อยเราก็เข้าใจน้อย เราต้องใช้ทักษะความเข้าใจแบบ บางทีเขาบอกมาเหมือนผมอยู่นนทบุรี แล้วส่วนไหนของนนทบุรีจะแบบยากอะไรอย่างนี้ค่ะ เราก็จะต้องติดต่อกับหน่วยงานนั้นๆ ทุกสิ่งทุกอย่างคือปัญหาได้หมดเลย"พาชื่นกล่าวนอกจากนี้ พาชื่น ซึ่งพูดคุยและสื่อสารกับพี่น้องแรงงานหลายๆ คน เล่าถึงการช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยว่าบางครั้งก็มีเรื่องตื่นเต้น เช่นเมื่อทางการสิงคโปร์มีการโยกย้ายแรงงานบางส่วนออกจากหอพักเดิมไปอยู่ที่ใหม่เพื่อควบคุมการระบาดของโรคในช่วงเวลาเที่ยงคืน สมาคมไทยจึงได้ติดตามพี่น้องแรงงานที่กระจัดกระจายไปยังหอพักใหม่ด้วย แต่การติดตามคนที่ถูกโยกย้ายไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพี่น้องแรงงานต่างไม่คุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ ไม่สามารถตอบถึงตำแหน่งที่ถูกต้อง แต่ในที่สุดชาวสิงคโปร์ท้องถิ่นได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือจนสามารถติดตามหาจนพบ