ในขณะที่เด็กหญิงมาย (นามสมมุติ ลูกสาว นางสาวอรสา) ซึ่งอยู่บ้านกับย่า กล่าวว่า เห็นข่าวแม่แล้วเสียใจที่แม่ทำเช่นนั้น แต่ก็รักและคิดถึงแม่ อยากให้แม่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี อย่าเที่ยวไปหลอกลวงใครต่อใครอีก แล้วกลับมาบ้าน แล้วจะขอให้ย่าให้อภัยและยกโทษให้ แม้จะไม่มีพ่อก็ตาม และหากว่าย่าไม่ยอมให้อภัยและไม่ให้แม่อยู่ด้วย ก็ขอวิงวอนผ่านสื่อไปว่า ให้มารับตนไปอยู่ด้วย เพื่อที่จะคอยเตือนให้แม่เป็นคนดีเพื่อลูก โดยไม่ให้ไปลักทรัพย์สิ่งของ หรือหลอกลวงใครอีก เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันฉันท์แม่-ลูก อย่างมีความสุข แม้จะไม่มีพ่อก็ตาม
ด้านนางเรียน เทียมสิงห์ เพื่อนบ้านของนางเลี้ยง ปัจจุโส กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจครอบครัว และตา-ยาย ที่ทราบว่าถูกหลานข่มขู่ ขอเงิน ลักของในบ้าน ทุกอย่างไปขาย หากไม่ได้ก็ทำลายข้าวของ และไม่มีทางออก หากขอเงินไม่ได้บางทีก็จะเผาบ้าน และหายไปจากบ้านบ่อยๆ ทางทีก็ไปนานมาก พอไปก็มีข่าวว่าในทางลบตลอด ทั้งข่าวลักของ หลอกลวงคน พอก่อเหตุแล้วก็หนีกลับมาบ้าน พอเงินหมดก็ข่มขู่ขอเงิน ซึ่งตนก็เตือนเสมอว่าหากขอเงินก็ให้ไป เพราะทราบว่าแม่ของอรสาที่อยู่กรุงเทพฯ ส่งเงินมาให้ใช้ทุกเดือนละกว่า 10,000 บาท ตนก็บอกว่าแบ่งๆให้ไปบ้าง เพื่อไม่ให้ทำลายข้าวของและเพื่อความปลอดภัย ซึ่งนางเลี้ยง ปัจจุโส ก็ทำตามทีบอกแต่ก็ยังมีปัญหาตลอด ซึ่งตนก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เพราะเมื่อนางอรสากลับมาทุกครั้งก็มีปัญหาทุกครั้ง มีทางออกอย่างเดียว คือให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องส่วนไหนก็ได้ให้เข้ามาดูแก้ปัญหาให้ ก่อนที่จะมีเรื่องร้ายๆจนถึงขนาดฆ่ากันตายเกิดขึ้น
ด้านนายสุพจน์ หินกอง อดีต ผอ.โรงเรียนที่นางสาวอรสา เคยเรียนอยู่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กล่าวว่า ตามประวัติแล้วนางสาวอรสาตอนเรียนอยู่ในโรงเรียน ก็เป็นเด็กฉลาด เรียนดี แต่บางทีก็มีนิสัยลักษณะคล้ายเด็กพร่ำเพ้อขาดขาดเกินเกิน และบ่อยครั้งที่สร้างปัญหา โดยเฉพาะเวลาปิดเทอมจะหนีออกจากบ้าน ก็นำเรื่องไปปรึกษาผู้ปกครองคือตากับยายอยู่ตลอด และพยายามช่วยเหลือมาโดยตลอด ต่างจังหวัดก็เคยไปช่วยนำกลับมาบ้านแล้ว และช่วยหาทางออก เนื่องจากพบว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาทางด้านครอบครัวขาดความอบอุ่น เพราะพ่อ-แม่แยกทางกัน จนเด็กจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว บอกว่าจะไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา
จากการติดตามจึงทราบว่าไม่ไปเรียนแต่ไปมีครอบครัวจนมีลูก แล้วไปก่อเหตุหลายแห่ง เช่น สงขลา, หาดใหญ่, แม่ฮ่องสอน และอีกหลายจังหวัดก็ไปสร้างปัญหา เท่าที่ทราบและเห็นเป็นข่าวเช่น ที่โคราช ฉะเชิงเทราและที่ชลบุรีบ้าง ล่าสุดก็ที่ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งตนเองก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่เห็นใจและอยากให้ส่วนราชการช่วยแก้ปัญหานี้ ซึ่งน่าจะมีทางออกที่ดีที่สุด