ส่วนสายศาล นายธานี สิงหนาท ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ,นาย เอื้อน ขุนแก้ว ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ,นาย ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ อธิบดีศาลแพ่งตลิ่งชัน (เลขาฯสำนักอบรมและศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาคนปัจจุบัน) ,นายทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้พิพากษาศาลฎีกา , นายอำนาจ พวงชมพู ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ อดีตอธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตฯคนเเรก จับ5คนเป็นทีมเดียวกัน ยังเเข็ง ถ้าจะมีเเทรกเข้ามาได้คงเป็น นาย วิบูลย์ แสงชมพู ผู้พิพากษาศาลฎีกา คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม(กบศ.)เเละอดีต คณะกรรมการตุลาการ (กต.)ที่มาเเรง
สายทนายความคงหนีไม่พ้นสมาชิกของทั้ง 4 ทีมผสมกัน ได้เเก่ 1.ทีมดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภา 2.ทีมว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา เเละอดีตผู้บริหารสภาทนายความ เเละ 3 ทีม ศ.(พิเศษ)ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ อดีตนายกสภาทนายความหลายสมัย เเละ4.ทีมคณะตราสามดวง ของนายนคร พจนวรพงษ์ กรรมการ อดีตผู้พิพากษาอาวุโส ที่ชูนโยบายโดดเด่นชัดเจนเรื่องผลักดันให้มีโควต้าอุปนายกคนที่3 ในเนติบัณฑิตยสภามาจากนายกทนายความพร้อมกล้าเเสดงความเห็นในสิทธิที่ทนายพึงมี
การเเข่งขันในสายทนายความเชื่อว่าการตัดสินใจส่วนมากจะเลือกจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์เป็นอาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายในเนติบัณฑิตยสภามาหลายปีมีลูกศิษย์หลายรุ่นเเละทนายความผู้มีชื่อเสียงในสังคมโดยผู้ที่มีตำเเหน่งในกรรมบริหารสภาทนายจะมีความได้เปรียบ มีการมองกันว่าโอกาสผู้ที่เป็นหัวหน้าทีมเเละสมาชิกของเเต่ละทีมที่มีบทบาทในสังคมจะมีสิทธิได้รับเลือก โดยในสายทนายความโอกาสที่ทีมไหนได้รับการเลือกยกทีมเลยเป็นไปได้น้อยมาก
ส่วนสายบุคคลทั่วไปซึ่งเป็นสายที่ผู้มีสิทธิเลือกจะเป็นจากสมาชิกนักกฎหมายที่ไม่อยู่ใน3ประเภทข้างต้น สายนี้การเเข่งขันไม่ค่อยตื่นเต้นเพราะมีการจับทีมของสมาชิกที่มีชื่อเสียงในวงการนักกฎหมายระดับประเทศ 5คน ประกอบด้วย นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการอดีตอัยการสูงสุด ,นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมคนปัจจุบัน , ศ.ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ เเห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรมาจารย์ด้านวิ.อาญา, นายสมชาย จุลนิติ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผ.อ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ อดีตปลัดก.ยุติธรรม ก็คงอยู่ที่ว่าสุดท้ายเเล้วคะเเนนของเเต่ละคนจะมากน้อยเเตกต่างกันอย่างไร