โดยครั้งนั้น พรรคสามัคคีธรรมได้ ส.ส. 79 คน จาก 360 มี 4 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลผสม พรรคชาติไทย 74 ที่นั่ง พรรคกิจสังคม 31 ที่นั่ง พรรคประชากรไทย 7 ที่นั่ง และพรรคราษฎร 4 ที่นั่ง รวม 195 เสียง โดยมีนายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค แต่มีเหตุส่วนตัวทำให้ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงตั้ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกฯ แทน ซึ่งได้รับการต่อต้านจากประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวไม่สามารถเทียบเคียงกับปัจจุบันได้เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ มาจากการเสนอชื่อตามรัฐธรรมนูญ โดยมาในโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้หาเสียงกับประชาชนอย่างเปิดเผย โปร่งใส จนทำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง 8,441,274 คะแนน ได้อันดับหนึ่งของประเทศ และมีการโหวตเลือกนายกผ่านรัฐสภา มาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการ เหตุการณ์จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ทราบว่าคณะก้าวหน้าไปนอนละเมออยู่ที่ไหนมา หรือแค้นที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แพ้อย่างราบคาบ ทำให้นึกถึงสุภาษิต ขี้แพ้ชวนตี แพ้ตามกติกาแต่ไม่ยอมรับว่าแพ้ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะ แม้กระทั่งการใช้กำลัง คณะก้าวหน้าไม่มีกำลัง มีแต่ข้อมูลเท็จปลุกระดมให้เข้าใจข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน จึงอยากเอาความจริงมาบอกให้คณะก้าวหน้าตื่นจากภวังค์ เลิกอคติ ทำเพื่อประชาชนแทน
"คณะก้าวหน้า เคยคิดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันการรัฐประหาร และแพ้โหวตในสภาผู้แทน เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2563 ซึ่งเป็นเรื่องค้างพิจารณา เสนอโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล มี ส.ส.อภิปรายอย่างต่อเนื่อง จนมีการโหวต 459 เสียงเห็นด้วยให้ตั้งกรรมาธิการเพียง 215 เสียง ไม่เห็นด้วย ให้ตั้งกรรมาธิการ242 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ผมเคยออกมาบอกว่า ควรให้ นาย ปิยบุตร ตั้งกรรมาธิการศึกษานิสัยนักการเมืองมากกว่าเพราะทุกครั้งของการรัฐประหารเกิดจากนักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น ทำให้กองทัพออกมาแก้ไขปัญหา โดยได้รับการตอบรับจากประชาชน ผมขอเตือนสติเพราะหวังดีกับคณะก้าวหน้า เป็นกำลังใจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คำว่าก้าวหน้า ควรก้าวหาประชาชน ไม่ใช่ปล่อยเฟคนิวส์ชักนำ ปลุกม็อบ ทำให้กลับไปวังวนเดิม ถอยหลังเข้าคลอง ถอยรถตกคลอง"