พาณิชย์ เผยตัวเลขเงินเฟ้อเม.ย. ลดลง2.99 %ต่ำสุดรอบ 10 ปี 9 เดือน ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด รวมถึงการลดลงของกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี 2 เดือน

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค.เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรืออัตราเงินเฟ้อเดือนเม.ย. พบว่า ลดลง2.99 %ถือว่าหดตัวแรงในรอบ 10 ปี 9 เดือน สาเหตุหลักมาจากการระบาดของโควิด-19 และการลดลงของกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี 2 เดือนค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปา รวมถึงสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพบางรายการที่ลดลงจากมาตรการของภาครัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโควิดขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารสดโดยรวม ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องตามผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ในอัตราที่ชะลอลงตามความต้องการที่หายไปบางส่วน จากสถานการณ์โควิดส่วนราคาสินค้าและบริการในหมวดอื่น ๆ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว เงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวที่0.41 % ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว0.54%

ทั้งนี้ สนค.มองว่าจากปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น คาดว่าเงินเฟ้อปีนี้จะติดลบ 0.2-1% และเท่าที่ประเมินภาพรวมเงินเฟ้อเดือนพ.ค. นี้ยังมีโอกาสติดลบแต่ไม่มาก ส่งผลให้เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 3 เดือน ซึ่งตามสูตรคำนวณเงินเฟ้อหากติดลบติดต่อเช่นนี้จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ข้อเท็จจริงเงินฝืดจะเกิดจากภาวะสินค้าโดยรวมต้องลดลงมากแต่ขณะนี้สินค้าอุปโภคและบริโภครวมถึงสินค้าภาคการเกษตรอยู่ในภาวะทรงตัว ทำให้มองว่าแม้เงินเฟ้อจะติดลบติดต่อกัน ก็เป็นเพียงจากปัจจัยผลกระทบจากโควิดและราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงเท่านั้น ซึ่งทั่วโลกเกิดขึ้นเช่นกันนอกจากนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2 ยังมีโอกาสติดลบไปถึง2.28%และน่าจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 หลังจากแนวโน้นการดูแลควบคุมการระบาดโควิด-19 ที่สามารถจัดการดูแลได้เป็นอย่างดีน่าจะทำให้โอกาสการเปิดดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ทำได้เพิ่มมากขึ้นประกอบกับแนวทางกระตุ้นภาคธุรกิจของรัฐบาลที่จะออกมาน่าจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศกลับมาดีขึ้น ส่งผลให้ประชาชนหันมาจับจ่ายใช้สอยในระบบเพิ่มมากขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 4 จะกลับมาดีขึ้นเช่นกัน โดยปีนี้จะคาดหวังจากการท่องเที่ยวคงหดตัว และสิ่งที่จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้ คือ กระตุ้นเศรษฐกิจบริโภคในประเทศ และใช้มาตรการผ่อนปรนให้กับภาคธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอี ด้วยมาตรการด้านภาษีเป็นหลัก