วันนี้ที่ชุมชนบ้านแม่หมี จ.ลำปาง ชาวกะเหรี่ยงจากหลายชุมชนจึงมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐกลับมาฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ตามที่เคยมีมติ ครม. ออกมา ไปติดตามกับคุณวชิรวิทย์ เลิศบำรุงชัย รายงานมาจาก ชุมชนบ้านแม่หมี จ.ลำปาง
นาขั้นบันใดสีเขียวลดหลั่นไปตามเชิงเขาอยู่ถัดออกจากหมูบ้านแห่งนี้ไปไม่ไกล ดูเผินๆเหมือนเป็นวิถีชีวิตของพวกเขา แต่จริงๆแล้วชาวปา. เกอญอเพิ่งได้รับอิทธิพลการทำนาแบบนี้ จากชาวนาภาคกลาง ปกติแล้วปาเกอญอจะทำนาแบบไร่ข้าว บนเนินเขา แบบไร่หมุนเวียน ด้วยเหตุผลทางสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ข้าวขึ้นได้งามโดยไม่ต้องใช้สารเคมี
การปลูกข้าวไร่ จึงกลายเป็นวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ที่มีมาเนินนานแล้ว แต่กำลังถูกสั่นคลอน หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอย แพ้วถางป่า และอาจผิดตามกฎหมาย พรบ.อุทยานฯ ฉบับใหม่
พฤกษ์ โอ่โดเชา คณะกรรมการเครือข่ายกะเหรี่ยงแห่งประเทศไทย พยามอธิบายเรื่องนี้ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ซึ่งมาร่วมงานเสวนาในพื้นที่ วันนี้ เข้าใจว่าการทำไร่หมุนเวียนเป็นวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับการคุ้มครอง ตาม มติ ครม. 3 สิงหา 2553
เทวัญ จันทร์พรม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน บอกว่า ปัจจุบัน มีพระราชบัญญัติ อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่โปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว เมื่อครบ 180 วันในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก็จะเริ่มสำรวจและรังวัดแนวเขตที่ทำกินของราษฎรในเขตป่า ในห้วงเวลา 240 วันหรือจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกรกฎาคม ปี 2563 โดยอิงจาก รังวัดเดิมตามมติครม 30 มิถุนายน 2541 - และพื้นที่ผ่อนปรนตามคำสั่งคสช. ปี 2557 เท่านั้น
สำหรับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ อยู่ในลุ่มน้ำชั้น 1 ชั้น 2 ที่ห้ามบุกรุกแพ้วถาง แต่หากไม่สามารถอพยพราษฏรได้ลงมาได้ ก็ให้อยู่อาศัยได้โดยการทำเกษตรที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นเกษตรอินทรีย์ ตามแนวพระราชดำริ ของในหลวง ร.9
สำหรับชุมชนบ้านแม่หมี ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแจ้งซ้อน และกำลังจะเข้าสู่การรังวัดตามพรบ.อุทยานฯ ฉบับใหม่ ชาวบ้านจึงหวั่นเกรงว่าจะเสียที่ทำกิน รวมถึงวัฒนธรรมการทำไร่หมุนเวียน
นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาพีมูฟ จึงเสนอให้ยกระดับ มติ ครม. 3 สิหา 53 เป็น พรบ.ส่วเสริมและคุ้มครอง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชนเผ่า และชาติพันธุ์ แห่งประเทศไทยโดยเร็ว ที่สุด