นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยยังสามารถขยายตัวได้ท่ามกลางข้อวิตกกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าโลกโดยในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม มิถุนายน)ของปี 2562 ไทยส่งออกเครื่องนุ่งห่มสู่ตลาดโลกมูลค่า 1,241.2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 2.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561สินค้าที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ถุงเท้าและถุงน่องและถุงมือผ้า โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่นอาเซียน และจีน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทยเติบโตแม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนมาจากจุดแข็งของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทยที่มีระบบการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกแล้ว รวมทั้งการที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรีหรือ เอฟทีเอ ทั้งหมด 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ ที่ส่งผลให้มีประเทศคู่เอฟทีเอ 15ประเทศ ได้แก่ ประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ชิลีและฮ่องกง ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มทุกรายการของไทยแล้ว
ส่วนอีก 2 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่เกาหลีใต้ และอินเดียได้ลดเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่ให้ไทยแต่คงการเก็บภาษีนำเข้าในบางรายการสินค้าขณะที่เปรูเป็นประเทศเดียวที่ขอสงวนยังไม่เปิดตลาดสินค้าเครื่องนุ่งห่มยกเว้นสินค้าถุงมือที่ใช้งานเพื่อการป้องกันที่เปิดตลาดลดภาษีเป็นศูนย์
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทยจากปีที่ความตกลงเอฟทีเอแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับจนถึงปี2561 พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาดโดยเฉพาะจีนที่เติบโตถึง 1,800%รองลงมาคือ เกาหลีใต้ เติบโต109% ออสเตรเลีย เติบโต 104%นิวซีแลนด์ เติบโต97% ญี่ปุ่นเติบโต 77%อาเซียน เติบโต 51% และ อินเดียเติบโต 21% เป็นต้น
"กรมฯจะเดินหน้าผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดสินค้าเครื่องนุ่งห่มเพิ่มเติมให้ไทยภายใต้การเจรจาเอฟทีเอกรอบต่างๆทั้งการทบทวนความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและความตกลงเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์เซ็ป) การเจรจาเอฟทีเอกับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังการวมถึงการเจรจาเอฟทีเอกับคู่ค้าอื่นๆ ในอนาคตโดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มจะกลับมารื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกันอีกครั้งโดยคาดว่าจะสามารถลดมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทั้งภาษีนำเข้าและมาตรการที่มิใช่ภาษีรวมทั้งผลักดันหลักเกณฑ์การสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าในอาเซียนเพื่อขยายตลาดและสร้างโอกาสในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย"