4.3.5 ว่าด้วยการปิดสถานีวิทยุ สปทสถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) เริ่มออกอากาศวันแรกในวันที่ 1 มีนาคม 2505 ทีเวียดนาม ย้ายไปจีนในปี พ.ศ.2508 การตัดสินใจกรณีสถานีวิทยุ สปท. มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาวะการนำในแนวหน้ากับแนวหลัง ธงกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างเขาและคณะผู้นำพรรค"แนวหน้า"ในไทย ได้แก่ ธง แจ่มศรี, อุดม สีสุวรรณ, อัศนี พลจันทร ในขณะที่คณะผู้นำพรรค"แนวหลัง"ในจีน ได้แก่ วิรัชและผู้ปฏิบัติงาน สปท. ว่า ฝ่ายธง, มีความเห็นว่า หากจะให้งดการโจมตีรัฐบาล สปท. ปิดไปเสียเลยจะดีกว่า ฝ่ายวิรัชให้ "เปิดสถานีวิทยุ สปท.ต่อไป แต่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกรียงศักดิ์ให้น้อยลง"กล่าวโดยสรุป ท่ามกลางบริบทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง มีความจำเป็นที่พรรคจะต้องมีช่องทางการสื่อสารท่าทีพรรคเพื่อชี้นำสถานการณ์ หากฝ่ายนำจะปิด สปท. ก็น่าจะคิดค้นวิธีการทดแทนการกระจายเสียงและข่าวสารก่อน การยุติการกระจายเสียงสปท. จึงเป็นการสิ้นสุดลงในช่องทางการสื่อสารที่แทบจะไม่มีอยู่แล้วสถานการณ์สงคราม ดังนั้นการสิ้นสุดลงของวิทยุ สปท. จึงเป็นการสิ้นสุดลงของพรรคด้วย
4.3.6 ว่าด้วยกรณีสหพันธรัฐอินโดจีนธง แจ่มศรี ไม่เห็นด้วยในข้อเสนอเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียตนาม ที่พรรคเวียดนามจะเข้ามาช่วยปลดปล่อยภาคอีสาน เนื่องจากการนำกองกำลังติดอาวุธพรรคเวียดนามเข้ามาช่วยปลดปล่อยประเทศไทยนั้น หากประชาชนไม่ยอมรับพรรคเวียดนามก็จะกลายเป็นผู้รุกราน ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนทหารต่างชาติให้เข้ามารุกรานประเทศตัวเอง การปฏิเสธข้อเสนอนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคเวียดนามตัดความสัมพันธ์กับ พคท. ในปี พ.ศ.2522
#จากการศึกษาบทบาทและความคิดของนายธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในด้านชีวประวัติพบว่า ธงเป็นชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เกิดในครอบครัวชาวเวียดนามซึ่งเป็นสมาชิกขบวนการเอกราชเวียดนามที่ลี้ภัยมาตั้งถิ่นฐานในสยาม ครอบครัวของธงมีส่วนสำคัญที่ผลักดันธงเข้าสู่ขบวนการปฏิวัติการเป็นนักปฏิวัติอาชีพของธง ผ่านเบ้าหลอมสำคัญจากการปลูกฝังแนวความคิดชาตินิยม ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวเวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์จีน และลัทธิมาร์กซ จากการศึกษาภาษาไทยและเวียดนามที่โรงเรียนของสมาคมรักชาติชาวเวียดนาม โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูลและโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลในระดับมัธยมศึกษาที่มีหน่วยเยาวชนจัดตั้งของพรรค ธงเข้ารับการศึกษาภาษาจีนที่โรงเรียนหัวเฉียว ซึ่งมีหน่วยพรรคและครูชาวจีนคอมมิวนิสต์เป็นผู้สอน รวมทั้งเข้ารับการศึกษาลัทธิมาร์กซ ที่สถาบันลัทธิมาร์กซเลนิน ประเทศจีนเส้นทางชีวิตในขบวนการปฏิวัติของธง ผ่านการถูกจับกุมคดีคอมมิวนิสต์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2479 เขาสมรสกับกรรมกรหญิงโรงงานทอผ้ากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2504 ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2510 เป็นเวลา 6 ปี และจะหวนกลับคืนสู่เขตป่าเขาอีกครั้งในปี พ.ศ.2517 จนได้รับตำแหน่งเลขาธิการสมัยสมัชชาที่ 4 ในปี พ.ศ. 2525 และจะกลับสู่เมืองยุติบทบาทกองกำลังติดอาวุธของพรรค ในปี 2537
ในด้านการทำงาน ธงเป็นกรรมกรโรงงานยาสูบสะพานเหลือง, กรรมกรโรงสี จังหวัดสระบุรี, กรรมกรโรงพิมพ์ประชาไท กรุงเทพฯ เขาอยู่ในฐานะฝ่ายนำของพรรคนับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงการยุติบทบาทกองกำลังติดอาวุธ ในนามกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) กล่าวคือ คณะกรรมการกลางพรรคสมัยสมัชชาที่ 1 ปี พ.ศ.2485, กรมการเมืองและคณะกรรมการกลางพรรคฯ สมัยสมัชชาที่ 2 ปี พ.ศ.2495, กรมการเมืองและคณะกรรมการกลางพรรคฯ สมัยสมัชชาที่ 3 ปี พ.ศ.2504 กรมการเมืองประจำสมัยสมัชชาที่ 3 เมื่อปี พ.ศ.2515, กรมการเมือง, คณะกรรมการกลาง และเลขาธิการสมัยสมัชชาที่ 4
ในด้านบทบาทและแนวความคิดของธง แจ่มศรี ในฐานะคณะกรรมการกลาง พคท.ในช่วงปี พ.ศ.2485 จนถึงปี พ.ศ.2524 พบว่าเขาเป็นนักปฏิวัติที่มีแนวคิดมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ (Marxist-Leninism) และเหมาอิสต์ (Maoist) รวมทั้งอุดมการณ์ชาตินิยมจากขบวนการรักชาติชาวเวียดนามในช่วงปฐมวัย กล่าวโดยรวม ธง แจ่มศรีต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ภายใต้แนวทางชนบทล้อมเมืองธงมีปรัชญาและแนวคิดหลักในการทำงาน ได้แก่ หลักทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนิน (สัมภาษณ์ธง แจ่มศรี, ไฟลามทุ่ง, 2548 : 40), หลักวิวัฒนาการทางสังคมจากสังคมบรรพกาล, สังคมทาส, สังคมศักดินา, สังคมทุนนิยม, สังคมคอมมิวนิสต์, หลักในการทำงานมวลชนที่จะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมวลชน และเชื่อว่ามวลชนเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์, การกำหนดแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติหรืออาวุธขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของชนชั้นปกครอง, พรรคต้องมีระบบการจัดตั้งที่เป็นจริงและมีระบบประชาธิปไตยรวมศูนย์
ในด้านบทบาทและภาวะผู้นำในฐานะเลขาธิการพรรค สมัยสมัชชาที่ 4 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 จนถึงปี พ.ศ.2549 พบว่า ธงได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรค เมื่อพิจารณาจากสาเหตุปัจจัยดังนี้(ประการแรก) ธงมีบทบาทและประสบการณ์ในการทำงานที่มีความจัดเจน(ประการที่สอง) ธงมีชีวประวัติและประสบการณ์ในการเป็นนักปฏิวัติอาชีพ ในขบวนการปฏิวัติประเทศไทยและขบวนการคอมมิวนิสต์สากล ที่เป็นแบบอย่างในความเสียสละ ยืนหยัดในแนวทางลัทธิมาร์กซ,(ประการที่สาม) คุณธรรมพื้นฐานในการดำรงชีวิต เขาเป็นนักปฏิวัติที่มีท่วงทำนองศีลธรรมรดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ, การสำรวจวิจารณ์ตนเอง, การถ่อมตน, การสามัคคีวิจารณ์สามัคคี, การไม่ประพฤติเสื่อมเสียในด้านชู้สาว, รวมทั้งการมีวินัยของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย(ประการที่สี่) เมื่อพิจารณาฐานะและบทบาทของธง เปรียบเทียบกับบุคคลที่มีบทบาทสำคัญภายในพรรค ได้แก่ ทรง นพคุณ อายุ 73 ปี เลขาธิการสมัยสมัชชา 2 เต็มสมัย, กรมการเมืองสมัยสมัชชา 3, ในช่วงปี พ.ศ.2519 เขามีอาการทางประสาท (พิทักษ์ ชัยสูงเนิน. 2550), วิรัช อังคถาวร อายุ 61 ปี กรมการเมืองประจำและรักษาการเลขาธิการสมัยสมัชชาที่ 3, เขาถูกโจมตีอย่างหนักจากกรณี "วิพากษ์ศูนย์การนำ 3 จังหวัด" ในช่วงทศวรรษ 2510, และในประเด็นเชื้อชาติ กรณี "จางหย่วน" ในช่วงทศวรรษ 2520, วิรัชมีปัญหาด้านสุขภาพ, ดำริห์ เรืองสุธรรม อายุ 59 ปี กรมการเมืองสมัยสมัชชา 3 ถูกจับกุมในช่วงปี พ.ศ.2525 ที่ภาคใต้,
นอกจากนั้น รวม วงศ์พันธ์ กรมการเมืองสมัยสมัชชาที่ 3 ถูกประหารชีวิตในปี พ.ศ.2505, ประเสริฐ เอี้ยวฉาย กรรมการสำนักเลขาธิการ ปี พ.ศ.2504 2508, ศูนย์การนำ ปี พ.ศ.2508 - 2515 และกรรมการกลางสมัยสมัชชา 3, ถูกจับกุมในปี พ.ศ.2512 เสียชีวิตในเรือนจำปี พ.ศ.2520, พายัพ อังคสิงห์ ศูนย์การนำปี พ.ศ.2508-2515 และกรมการเมืองสมัยสมัชชา 3 เสียชีวิตในปี พ.ศ.2519, เจริญ วรรณงาม เลขาธิการสมัยสมัชชา 3 เสียชีวิตในปี พ.ศ.2522, โพยม จุลานนท์ กรรมการกลางสมัยสมัชชา 3 เสียชีวิตในปี พ.ศ.2524, กล่าวถึงผู้ที่มอบตัว ได้แก่ อุดม สีสุวรรณ อายุ 62 ปี กรมการเมืองปี พ.ศ.2512-2525 สมัยสมัชชา 3 สำหรับธง แจ่มศรี เขาวางเป้าหมายการนำให้เป็นไปตามหลักการนำรวมหมู่ และหลักการประชาธิปไตยรวมศูนย์ของพรรค หากแต่บริบทสถานการณ์ความขัดแย้งภายในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย สถานการณ์ความขัดแย้งของคอมมิวนิสต์สากล การรุกทางการเมืองและการทหารจากรัฐบาล ทำให้การประสานงานและการชี้นำไม่สามารถปฏิบัติการได้เท่าทันและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นบทเรียนสำคัญของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ และบทเรียนทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม