ขั้นตอนที่หนึ่ง ก็คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร คุณชวน หลีกภัย จะนำชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้ง จากนั้น นายกฯ จะเดินหน้าตั้ง ครม.และนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ ก่อนนำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเริ่มทำงานในฐานะรัฐบาลชุดใหม่ ต่อไป ขณะที่ คสช.และอำนาจในการใช้ ม.44 จะสิ้นสุดลงในวันที่ ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ
ขั้นตอนที่ 2 การแต่งตั้ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นโดยอัตโนมัติ แต่มีบัญญัติขั้นตอนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 อย่างชัดแจ้ง ระบุว่า "ภายหลังที่ ครม.เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่พรรคการเมืองตามวรรคหนึ่ง มีสมาชิกเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก"
ปัญหาก็คือเมื่อมาไล่ดูคุณสมบัติของว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน จะพบว่า พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในกลุ่มพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล คือพรรคเพื่อไทย แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ไม่ได้เป็น ส.ส.จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยต้องตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่เป็น ส.ส.เพื่อมารับตำแหน่งนี้ ไม่สามารถส่งต่อไปให้พรรคที่เสียงรองลงไป คือ พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเสรีรวมไทยได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่า ต้องเป็นหัวหน้าพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดที่ไม่ใช่ฝั่งรัฐบาลเท่านั้น