สถานการณ์การเมืองที่หลายคนเชื่อว่ากำลังเดินเข้าสู่ทางตัน ก็คือเสียงสนับสนุนของขั้วพรรคเพื่อไทย กับขั้วพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองใหญ่ที่ได้จำนวน ส.ส.เขต และป๊อปปูลาร์โหวตสูงที่สุด ถึงวันนี้ยังคงก้ำกึ่งกันอย่างมาก แม้แต่ละฝ่ายจะอ้างว่าได้เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง คือ 250 เสียงแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้
นอกจากนั้นยังมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเรื่องวิธีการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าสุดท้ายเมื่อ กกต.เลือกสูตรคำนวณและคิดตัวเลขออกมา จะมีฝ่ายการเมืองที่เสียประโยชน์ออกมาคัดค้านไม่เลิกเหตุนี้เอง ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช เทพไท เสนพงศ์ จึงเสนอให้ตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้นมาผ่าทางตันทางการเมือง โดยรัฐบาลนี้จะมี "คนกลาง" มาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีภารกิจสำคัญ 2 อย่าง คือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และแก้รัฐธรรมนูญ มีอายุไม่เกิน 2 ปี จากนั้นจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วยกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ
แต่จริงๆ แล้วแนวคิด "รัฐบาลแห่งชาติ" ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะตั้งแต่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งฯเป็นต้นมา ก็มีข้อเสนอนี้ถูกจุดพลุขึ้นมาหลายครั้ง เช่น ในช่วงที่พรรคไทยรักษาชาติเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯแบบ "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ก็มีการพูดถึงสูตรรัฐบาลแห่งชาติ สอดคล้องกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นที่ไม่มีใครเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริง ก็มีการพูดถึง "รัฐบาลแห่งชาติ" อย่างหนาหู
กระทั่งช่วงหลังเลือกตั้ง ก่อนสงกรานต์ราวๆ 1 สัปดาห์ ก็มีข่าว "พ่อใหญ่จิ๋ว" พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เชิญแกนนำพรรคการเมืองที่สนับสนุนขั้วเพื่อไทย เข้าหารือที่บ้าน พร้อมแจ้งสัญญาณ "รัฐบาลแห่งชาติ" โดยอ้างว่าไปพูดคุยกับ "ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง" มาแล้ว แต่แกนนำพรรคที่ไปร่วมพูดคุยในช่วงนั้นยังไม่ปักใจเชื่อ กระทั่งมากลายเป็นข้อเสนอจากขุนพลประชาธิปัตย์อย่าง เทพไท เสนพงศ์ อีกทอดหนึ่ง
เบื้องต้นแม้จะมีบางพรรคออกมาปฏิเสธแล้ว เช่น แกนนำพรรคพลังประชารัฐอย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน แต่หากสถานการณ์บังคับในอนาคตอันใกล้ ทุกอย่างก็มีความเป็นไปได้