จาก "พี่ใหญ่" อย่าง "บิ๊กป้อม" มาต่อกันที่ "น้องเลิฟ" อย่าง "บิ๊กตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กันบ้าง รายนี้ก็ต้องบอกว่าหลังๆ ไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์นักข่าว มีแต่พูดบนเวที พูดตอนเปิดงานสัมนา และฝาก "หนุ่มบี" โฆษกรัฐบาล พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ มาพูดแทน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

วันนี้ ท่านนายกฯลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อตรวจเยี่ยม "สวนพฤกษศาสตร์พุแค" ตามโครงการป่าในเมือง ทีนี้มีจุดที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือ ท่านนายกฯพูดบนเวทีกับพี่น้องประชาชนที่มารอต้อนรับ โดยได้ย้ำว่าให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ จากนั้นก็พูดเรื่อง "ตลาดประชารัฐ" ก่อนจะออกตัวว่า คำว่า "ประชารัฐ" นั้นไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มใด แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาก่อน ลองฟังเสียงท่านนายกฯ

คุณผู้ชมฟังคำพูดท่านนายกฯแล้วรู้สึกแปลกๆ ไหม การที่นายกฯพูดแบบนี้ เพราะคำว่า "ตลาดประชารัฐ" ไปใกล้เคียงกับชื่อ "พรรคพลังประชารัฐ" ซึ่งในช่วงประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งฯแล้วแบบนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลจะพูดเป็นบวกหรือเป็นลบกับพรรคการเมือง หรือโยงนโยบายของรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม

การที่ท่านนายกฯต้องระวังขนาดนี้ คอการเมืองว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าจะตอบรับให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อเป็นว่าที่นายกฯในบัญชีของพรรคแล้วหรือเปล่า เพราะถ้าจะไม่ตอบรับการเสนอชื่่อ ก็ไม่เห็นจะต้องไปแคร์อะไรพรรคพลังประชารัฐเลย

เส้นทางการเมืองนับจากนี้ของ "นายกฯลุงตู่" ต้องบอกว่ามีอยู่ 3 แนวทาง และจะชัดเจนภายในวันศุกร์หน้า คือ 8 กุมภาพันธ์แน่นอน โดย 3 แนวทางประกอบด้วย

1.ตอบรับเป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็จะไม่สามารถช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงได้ ทำได้แค่เพียงรอเทียบเชิญตอนที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯเท่านั้น

2.ตอบรับเป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ เหมือนแนวทางแรก แต่ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯและหัวหน้าคสช. เพื่อเปิดตัวเดินสายหาเสียงร่วมกับพรรคพลังประชารัฐแบบเต็มตัวไปเลย แถมยังได้ภาพการแสดงสปิริต ยอมสละตำแหน่งเพื่อความชัดเจนทางการเมือง

3.ไม่ตอบรับเป็นนายกฯในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ โดยอาจไปตอบรับกับพรรคอื่น หรือไม่ตอบรับกับพรรคใดเลย

ทั้ง 3 แนวทาง จะมีความชัดเจนภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นวันรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.วันสุดท้าย ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อว่าที่นายกฯในบัญชีพรรคของตนเอง

ถ้านายกฯลุงตู่เลือกแนวทางที่ 3 ก็จะหมายความว่าท่านจะเป็นได้เฉพาะ "นายกฯคนนอก" เท่านั้น เพราะไม่ได้มีชื่ออยู่ในบัญชีว่าที่นายกฯของพรรคการเมือง ซึ่งการจะมีนายกฯคนนอกได้ ต้องมีเสียงสมาชิกรัฐสภารับรอง 500 เสียง ถึงจะไปโหวตเลือกนายกฯนอกบัญชีได้ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะรวมเสียงได้ถึง 500 เสียง