วันที่ 22 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา มีรายงานข่าว กรณีเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส จอห์น ซี สเตนนิส ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย พร้อมกองเรือติดตามอีกจำนวนหนึ่ง โดยกองเรือดังกล่าวของสหรัฐฯ ได้ออกเดินทางจากบาห์เรนซึ่งเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ถือเป็นการเคลื่อนกองเรือครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ
โดยเรือจอห์น ซี. สเตนนิส และบรรดาเรือติดตามจะปักหลักอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ตลอดช่วงคริสต์มาส โดยภารกิจยังคงเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.เจมส์ แมตทิส รมว.กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งต้องการรักษาเสถียรภาพของนโยบายเสรีภาพในการลาดตระเวน เน้นน่านน้ำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน จีน และรัสเซีย ซึ่งนโยบายของทางด้าน พล.อ.เจมส์ นั่นก็คือการลาดตระเวนแต่ละครั้งจะยากแก่การคาดเดาของฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับการเคลื่อนกำลังกองเรือครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้อิหร่านนั้นก็ต้องจับตาการเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างใกล้ชิด
โดยอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า อิหร่าน ส่งเรือไปยังอ่าวเม็กซิโก สหรัฐฯ ก็คงมีความรู้สึกแบบเดียวกัน
ทั้งนี้ การถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านซึ่งลงนามเมื่อปี 2558 ส่งผลให้สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรเต็มรูปแบบ ต่ออิหร่าน เป็นครั้งแรก พุ่งเป้าอุตสาหกรรมน้ำมันดิบของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านก็แสดงออกหลายครั้งว่าอาจตอบโต้ด้วยมาตรการปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยส่วนแคบที่สุดมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร อยู่ระหว่างอิหร่านกับโอมาน
ในขณะที่ทางด้านกองทัพสหรัฐฯ มักปฏิบัติการตามหลักเสรีภาพในการลาดตระเวน ผ่านส่วนแคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งต้องมีการเผชิญหน้ากองเรือเร็วตรวจการณ์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ( ไออาร์จีซี )
สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย ตอนนี้ไม่สู้จะดีนัก หลายคนหวั่นวิตกกันว่าสงครามอ่านเปอร์เซีย ครั้งใหม่จะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ตะวันออกกลางจะกลับมาลุกเป็นไฟอีกรอบ อย่างแน่นอน