หลายคนที่ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ฟุตบอลนั้น อาจเคยได้ยินคำว่า Miracle of Bern หรือ "มหัศจรรย์แห่งกรุงเบิร์น" มาบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องราวของการคว้าแชมป์โลกปี 1954 อย่างเหนือความคาดหมายของทีมชาติเยอรมันตะวันตก ที่สามารถเอาชนะทีมที่ได้ชื่อว่า ดีที่สุดในโลก ณ เวลานั้น อย่างทีมชาติฮังการี ลงได้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

สำหรับฮังการียุคนั้น เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ชั้นนำหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เฟเรนซ์ ปุสกัส ,โยซเซฟ บอซซิก ,ซานดอร์ ค็อคซิส และ นานดอร์ ฮิเด็กกูติ โดยก่อนจะมาถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนั้ร ทีมชาติฮังการีไม่แพ้ทีมใดมาถึง 31 นัดติดต่อกัน รวมถึงการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ และการบุกไปถล่มทีมต้นตำรับฟุตบอลอย่าง"สิงโตคำราม" อังกฤษ คาเวมบลีย์ ด้วยสกอร์ 6-3 เมื่อปี 1953 


 การเล่นของฮังการีชุดนั้นได้ชื่อว่าล้ำยุคกว่าชาติอื่น โดยเน้นการเคลื่อนที่ของนักเตะที่จะไม่มีการยืนประจำตามตำแหน่ง จนทำให้หลายคนขนานนามว่า นี่คือต้นตำรับของ "โททั่ล ฟุตบอล" ก่อนที่ทีมชาติฮอลแลนด์จะนำไปพัฒนาจนประสบความสำเร็จในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 เสียอีก 


 และในศึกฟุตบอลโลกปี 1954 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทีมชาติฮังการีได้เข้าร่วมการแข่งขันในฐานะเต็งหนึ่ง ซึ่งทีมชุดนี้ก็ทำผลงานได้สมราคา ไม่ว่าจะเป็นการถล่มเกาหลีเหนือ 9-0 และถล่มเยอรมันตะวันตก 8-3 ในรอบแรก จากนั้นก็ชนะบราซิล 4-2 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ต่อด้วยถล่มอุรุกวัย 4-2 ในรอบตัดเชือก พร้อมกับผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้อย่างสวยงาม

  ตรงข้ามกับทีมชาติเยอรมันตะวันตก ซึ่งสถานการณ์ในประเทศยังบอบช้ำจากสงครามโลก ส่วนวงการฟุตบอลในประเทศก็ยังมีสถานะเป็นเพียงแค่ลีกระดับกึ่งอาชีพเท่านั้น และในฟุตบอลโลกครั้งนี้แม้จะแพ้ฮังการีถึง 3-8 แต่ก็ยังกู้สถานการณ์จนผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ได้อย่างหวุดหวิดในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ซึ่งการได้รองแชมป์กลุ่มในคราวนั้นถือเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของทัพ "อินทรีเหล็ก" เพราะทำให้พวกเขาไม่ต้องไปอยู่ในสายเดียวกับบรรดายอดทีมอย่าง บราซิล, อุรุกวัย และ ฮังการี ที่อยู่อีกสาย และนั่นทำให้พวกเขาสามารถกรุยทางเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศได้สำเร็จ จากการชนะยูโกสลาเวีย 2-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และถล่มออสเตรีย 6-1 ในรอบตัดเชือก  


 การเจอกันระหว่าง ฮังการี และ เยอรมันตะวันตก ในรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ไม่มีใครที่จะคิดว่า "อินทรีเหล็ก" จะก้าวถึงตำแหน่งแชมป์ได้ เนื่องจากเคยโดนฮังการีถล่มมาแล้วในรอบแบ่งกลุ่ม และในเกมนัดชิงก็ทำท่าว่าจะเป็นหนังม้วนเดิม เมื่อ เฟเรนซ์ ปุสกัส กับ โซลตัน ซีเบอร์ ช่วยกันยิงให้ฮังการีนำก่อน 2-0 ตั้งแต่ 8 นาทีแรกของเกม 


 แต่แล้วสิ่งมหัศจรรยืก็เกิดขึ้น เมื่อเยอรมันตะวันตกตามตีเสมอได้สำเร็จโดยใช้เวลาแค่ 8 นาที เริ่มจาก มักซ์ มอร์ล็อค ในนาทีที่ 10 และ เฮลมุต ราห์น ในนาทีที่ 18 จากนั้นเกมก็ยื้อมาจนถึงนาทีที่ 84 เฮลมุต ราห์น คนเดิม ก็มาทำประตูที่สองของตัวเอง และกลายเป็นประตูชัยให้ "อินทรีเหล็ก" เฉือนชนะฮังการีไป 3-2 คว้าแชมป์โลกสมัยแรกไปครองได้แบบช็อกทั้งวงการ พร้อมหยุดสถิติไม่แพ้ใครกว่า 4 ปีของฮังการีได้สำเร็จ 


 การคว้าแชมป์โลกสมัยแรกของเยอรมันตะวันตกได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของวงการฟุตบอลเยอรมันซึ่งในขณะนั้นลีคภายในประเทศยังมีลักษณะเป็นกึ่งอาชีพ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงจมอยู่กับความทรงจำจากสงครามโลก และยังทุ่มเทกับการฟื้นฟูประเทศโดยไม่มีความสนใจกีฬาหรือสันทนาการใดๆ แต่แล้วเหตุการณ์ "มหัศจรรย์แห่งกรุงเบิร์น" ครั้งนี้เอง ก็ได้มีผลให้ประชาชนกลับมามีความภาคภูมิใจในชาติตัวเองอีกครั้ง 


 ขณะที่วงการฟุตบอลก็เริ่มมีการวางแผนการจัดตั้งลีกอาชีพขึ้นมาอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งศึก"บุนเดสลีก้า"ได้เริ่มแข่งขันแบบอาชีพเต็มตัวเป็นครั้งแรกในปี 1963 หรือสิบปีหลังจากการคว้าแชมป์โลก และค่อยๆพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกในปัจจุบัน