อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้ลงพื้นที่ และมาติดตามการบูรณาการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ ต.โคกสะอาด พบว่าได้มีการจัดการอย่างต่อเนื่องประชาชนทำตามคำแนะนำและที่สำคัญมีการพัฒนาอาชีพของชาวบ้าน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ที่สำคัญเด็ก เยาวชน มีจิตสำนึกและความตระหนักในการกำจัดขยะที่ถูกวิธี ทั้งนี้ในการศึกษาปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่เป็นห่วงคือ มีปัญหาในภาพรวมคือ ขยะที่เหลือจะทำอย่างไร ไม่ให้มีผลตกค้างระยะยาวไม่มีการปนเปื้อนระบบน้ำใต้ดิน ที่จะมีผลต่อห่วงโซ่อาหาร คงจะต้องนำเสนอในระดับส่วนกลางต่อไป
ด้านนายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จ.กาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนให้มีการัดแยกขยะที่ต้นทาง ตามโครงการจังหวัดสะอาด ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวม 4,469 แห่ง ใน 18 อำเภอกำหนดบ่อทิ้งขยะ 5 โซน คือเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เทศบาลตำบลโพน อ.คำม่วงเทศบาลเมืองบัวขาว อ.กุฉินารายณ์ เทศบาลตำบลหนองกุงศรี อ.หนองกุงศรีและเทศบาลตำบลกมลาไสย อ.กมลาไสย โดยมีหมู่บ้าน ชุมชนต้นแบบการจัดการขยะ 159 แห่งเริ่มให้มีจุดรวบรวมขยะอันตรายหมู่บ้านละ 1 แห่ง ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่แบบครบวงจร และบูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการสาธารณสุขระดับจังหวัด มีศูนย์วิชาการะดับเขต เครือข่ายจากสถาบันการศึกษา
นายสนั่นกล่าวอีกว่า ในส่วนของการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น จ.กาฬสินธุ์ กำหนดยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหา7 ยุทธศาสตร์ คือพัฒนาระบบการดูแลเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน, พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากปัญหามลพิษขยะอิเล็กทรอนิกส์, สร้างความรู้ ทักษะที่ถูกต้อง นำสู่การเกิดจิตสำนึกและวินัยของประชาชน และผู้ประกอบการ, พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และรูปแบบการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์, สร้างกลไกการบูรณาการความร่วมมือทุกภาส่วนในการจัดการขยะ, ส่งเสริมอาชีพเสริม และอาชีพทางเลือกที่มั่นคง ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมในชุมชนปลอดภัย ไม่เกิดปัญหามลพิษ และเป็นศูนย์เรียนรู้ในการจัดการขยะอีเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศต่อไป
ด้าน นพ.ประวิตร ศรีบุญรัตน์ นาแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 สถานการณ์ปัจจุบัน มีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเก่าเข้ามาในพื้นที่ 767 ตัน/เดือน ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเก่าเหลือทิ้ง 20 ตัน/เดือน สมาชิกในครัวเรือนที่ประกอบอาชีพคัดแยกขยะ 656 คน กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง 109 คน เป็นเด็ก 0-5 ขวบ 32 คน ผู้สูงอายุ 70 คน และผู้พิการ 7 คน
นพ.ประวิตรกล่าวอีกว่า ในส่วนการคัดกรองสุขภาพผู้ประกอบอาชีพคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่เมื่อปี 2556 ตรวจกลุ่มเสี่ยงในเด็ก122คน พบผลตะกั่วเกิน5Ug/dlที่ 24 ราย ร้อยละ 19.7 และในปี 2557 ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงในเด็ก 60 คน ผลตะกั่วเกิน5Ug/dlที่12ราย ร้อยละ 20 ล่าสุดปี 2559 คัดกรองจำนวน 194 ราย พบว่ามีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการยกของหนัก ร้อยละ 71.1 รองลงมาคือผื่นคันผิวหนัง คัดจมูกเนื่องจากสัมผัสฝุ่นร้อยละ 47.9 มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยเนื่องจากอุบัติเหตุจากการถอดแยกชิ้นส่วนร้อยละ 38.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจหาสารแคดเมี่ยมในร่างกาย พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทุกราย