ความเป็นมาของปัญหานี้ ต้องย้อนกลับไปช่วงก่อนปี 2534 ตอนนั้นโรงเรียนอัสสัมชัญไม่ได้มีกฎระเบียบชัดเจนเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ เป็นแค่ "สัญญาปากเปล่า" ระหว่างผู้บริหารกับครู หรือที่เรียกกันว่า "สัญญาลูกผู้ชาย" คือถ้าทำงานไปจนเกษียณ ก็จะได้เงินบำนาญประมาณครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเดือนสุดท้าย และจะจ่ายไปกระทั่งเสียชีวิต
ต่อมาในปี 2534 ทางมูลนิธิคณะภราดาเซนต์คราเบรียลฯ ได้ออกกฎระเบียบมาบังคับใช้กับโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด โดยระบุว่าครูทุกคนไม่ว่าจะบรรจุเข้ามาปีไหนก็ตาม มีสิทธิ์เลือกจะรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญก็ได้เมื่อถึงเวลาเกษียณ เหตุผลนี้ทำให้ครูหลายคนตัดสินใจลงหลักปักฐาน ไม่ย้ายงาน ไม่ลาออกไปเป็นข้าราชการ ทั้งที่บางคนมีโอกาสเพราะสอบได้แล้ว เนื่องจากถือว่ามีความมั่นคงเหมือนราชการ
ต่อมาปี 2549 ก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะมีประกาศฉบับใหม่จากมูลนิธิคณะภราดาเซนต์คราเบรียลฯ ให้ยกเลิกสิทธิ์บำนาญสำหรับคนที่เกษียณหลังปี 2558 ทุกกรณี จุดนี้ทำให้บรรดาครูออกมาเรียกร้อง ทางมูลนิธิฯจึงขยายเวลาเลื่อนการเลิกสิทธิ์บำนาญเป็นปี 2562 เท่านั้น โดยบังคับให้รับเฉพาะบำเหน็จ ขณะที่ครูบรรจุใหม่ตั้งแต่ปี 2558 จะไม่มีสิทธิ์ได้รับทั้งบำเหน็จและบำนาญ นี่คือปัญหาที่กระทบกับครูจำนวนมาก ครูที่เกษียณไปแล้วหลายคนไม่มีเงินใช้จ่าย ต้องขอยืมลูกศิษย์ บางคนเตรียมไปขับแท็กซี่หารายได้ ขณะที่ครูที่กำลังจะเกษียณหลังปี 2562 ก็จะหมดสิทธิ์ได้รับบำนาญทุกกรณี รับได้เฉพาะบำเหน็จ ซึ่งครูกลุ่มนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย เพราะโรงเรียนในเครืออัสสัมชัญ นอกจากที่ใช้ชื่อ "อัสสัมชัญ" แล้ว ยังมีโรงเรียนมงฟอร์ด จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ถนนสามเสนด้วย
ล่าสุดวันนี้ ตัวแทนกลุ่มอาจารย์ที่เกษียณอายุ ได้เดินทางไปที่ศาลแรงงานกลาง เพื่อยื่นฟ้องใน 2 ประเด็น คือ การจ่ายค่าชดเชยกรณีการเลิกจ้างงานเพราะเกษียณอายุ และการจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมายแรงงาน เพราะตลอดระยะเวลามากกว่า 10 ปี ทางคณาอาจารย์ที่เกษียณอายุไม่เคยได้รับเลย
ตัวแทนศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเดินทางไปให้กำลังใจกลุ่มคณาจารย์เกษียณ บอกว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คณาจารย์ที่เกษียณอายุและศิษย์เก่าได้พยายามหาทางเข้าพบเพื่อเจรจากับผู้บริหารมูลนิธิคณะภราดาเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงทุกครั้ง จนสุดท้ายต้องมาขอความเมตตาจากศาลแรงงานกลางเพื่อให้ความเป็นธรรม
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการหลังจากยื่นฟ้องศาลแรงงาน คุณพชร สตางค์มงคล ทนายความ บอกว่า จะเข้าสู่ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่คณาจารย์ต้องการมากที่สุด คือขอแค่ให้มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังเท่านั้น เพื่อดูว่าทางมูลนิธิคณะภราดาเซนต์คาเบรียลฯ จะมีข้อเสนอในการช่วยเหลือคณาจารย์อย่างไรบ้าง แต่หากไม่มีการไกล่เกลี่ยเกิดขึ้น ทางทีมทนายก็จะขอให้ศาลใช้ดุลพินิจและพิพากษาเป็นคำสั่งต่อไป
นี่คืออีกหนึ่งปัญหาในแวดวงการศึกษาไทย จากโรงเรียนที่เป็นแหล่งรวมผู้มีความรู้ และน่าจะพูดคุยกันได้ด้วยเหตุผล แต่สุดท้ายต้องไปจบลงที่การขึ้นโรงขึ้นศาล