ประธานเฟดสาขานิวยอร์กเผยถึงแผนการเริ่มสร้างสกุลเงินดิจิตัลของตัวเฟดเอง ถึงแม้จะพบว่า ราคา Bitcoin ที่ดีดตัวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11,395 ดอลลาร์ในวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากราคา Bitcoin ที่ทะยานขึ้นมากนั้นมาจากแรงซื้อเก็งกำไร ทำให้ตลาดต้องระมัดระวังอย่างมากในขณะนี้

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline


ขณะที่เจเน็ต เยลเลน แถลงมุมมองทางเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรส ยังสามารถขยายตัวในวงกว้าง แม้เฟดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลัวจากที่ตัวเลขการฟิ้นตัวของจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 3 ที่ 3.3% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี 
 
และนับเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก เมื่อดาวโจนส์ปิดในทิศทางบวกที่ 23,940 พุ่งขึ้นถึง 103.97 จุด หรือ 0.44% เฉียดเข้าใกล่ระดับดัชนี 24,000 ทุกที แต่สวนทางดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,626 ลดลง 0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,824 หลุดจากจุดพีคที่ระดับ 6,900 โดยลดลง 87.97 จุด หรือลดลง 1.27%


1.  William Dudley ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยถึงแผนการเริ่มต้นหารือเกี่ยวกับการสร้างสกุลเงินดิจิตัลที่เป็นของเฟดเอง แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า เฟดจะออกสกุลเงินดิจิตัลของตัวเองเมื่อใร

พร้อมกับกล่าวเตือนถึงราคา Bitcoin ที่พุ่งขึ้นในขณะนี้ หลังดีดตัวแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 11,395 ดอลลาร์ในวันพุธที่ผ่านมา จึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะ Bitcoin ไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะสามารถรักษามูลค่าได้ดี เนื่องจากราคา Bitcoin ที่ทะยานขึ้นมากนั้น มาจากแรงซื้อเก็งกำไร

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นยืนเหนือระดับ 11,000 ดอลลาร์โดยใช้เวลาเพียง 1 วันในวันพุธ ก่อนที่จะดิ่งลงแตะ 9,130 ดอลลาร์ในวันเดียวกัน หลังจากพุ่งขึ้นแตะ 10,000 ดอลลาร์ในวันอังคาร โดยเป็นผลมาจากการที่มีนักลงทุนเข้าซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 300,000 รายผ่านแพลทฟอร์ม Coinbase ในสหรัฐช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าที่ผ่านมา


2.  ขณะที่ผู้บรืหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ คาดการณ์ว่า Bitcoin จะพุ่งถึงระดับ 40,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2018 และมูลค่ามาร์เก็ตแคปของ Bitcoin อาจจะเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ หากนักลงทุนสนใจเข้าลงทุนในอนาคต  

นอกจากนี้ ปัจจัยที่หนุนมูลค่าเงิน Bitcoin มาจากกระแสข่าวที่ Chicago Mercantile Exchange (CME) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสัญญาสินค้าโภคภุณฑ์ล่วงหน้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีแผนจะเปิดการซื้อขายสัญญา Butcoin ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธ.ค.ปีนี้ ซึ่งจะทำให้ Bitcoin ได้รับการยอมรับมากขึ้นในตลาดที่มีการซื้อขายอย่างเปิดเผย

ท่ามกลางมูลค่ามาร์เก็ตแคปของ Bitcoin พุ่งขึ้นแตะ 200,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่ราคายืนเหนือระดับ 11,000 ดอลลาร์ แต่ยังคงเป็นปริมาณลเกน้อยเมื่อเทียบกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการซื้อขายเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน 


3.  ขณะเดียวกันเฟดเปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจใน Beige Book เมื่อวันพุธระบุถึงเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวเล็กน้อยจนถึงปานกลางในช่วงเดือนต.ค.ถึงเดือน พ.ย. โดยที่จีดีพีเติบโตในไตรมาสที่ 3 ที่มีการประเมินล่าสุดขยายตัวที่ 3.3%  

เนื่องจากแนวโน้มยอดขายในช่วงเทศกาลวันหยุดเป็นไปในทิศทางบวก แม้ว่ายอดการค้าปลีกและยอดขายรถยนต์ยังทรงตัวก็ตาม ส่วนทางด้านการผลิตยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 170,000 ตำแหน่งงานต่อเดือน รวมทั้งมีการปรับขึ้นค่าแรงและโบนัส เพื่อดึงดูดการจ้างงาน

สำหรับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อนั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือนต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวทางด้านราคาสินค้าที่สูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนที่ไม่ใช่แรงงานก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน


4.  ขณะที่วันเดียวกัน เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดได้แถลงมุมมองทางเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรสว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้ขยายตัวในวงกว้าง และแม้ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็ยังจะมีการขยายตัวต่อเนื่องท่ามกลางการจ้างงานในตลาดแรงงานที่มีความแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังมีปัญหาทางด้านโครงสร้างที่จำเป็นต้องแก้ไข เช่น ปัญหาประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น และประสิทธิภาพภาคการผลิตที่แท้จริงยังซบเซา โดยย้ำว่า สภาคองเกรสควรพิจารณานโยบายที่จะกระตุ้นการลงทุนในภาคธุรกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาและนวัตกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ



5.  ส่วนการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นนั้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนวันพุธ และทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่สอง ขานรับตัวเลขการฟิ้นตัวของจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 3 ที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่สวนทางดัชนี Nasdaq ปิดร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะการขายหุ้น Facebook Apple และ Alphabet ซึ่งเป็นบรอษัทแม่ของ Google 

ทั้งนี้ นับเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก เมื่อดาวโจนส์ปิดในทิศทางบวกที่ 23,940 พุ่งขึ้นถึง 103.97 จุด หรือ 0.44% เฉียดเข้าใกล่ระดับดัชนี 24,000 ทุกที แต่สวนทางดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,626 ลดลง 0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,824 หลุดจากจุดพัคที่ระดับ 6,900 โดยลดลง 87.97 จุด หรือลดลง 1.27%