ทางการซาอุดิอารเบียภายใต้การนำของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทำการยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 194,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากเข้าควบคุมตัวเจ้าชาย 11 พระองค์ที่ถูกกล่าวหากรณีการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่นี้ โดยคาดว่ากระบวนการจะจบลงเมื่อมีการยึดทรัพย์สินเป็นมูลค่าสูงถึง 800,000 ล้านดอลลาร์

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline


ทั้งนี้ ซาอุดิอารเบียซึ่งเป็นคู่ปรับกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน จะมีการเผชิญหน้ากันมากขึ้น โดยยังคงเกิดข้อสงสัยว่า ซาอุดิอารเบียจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้โดยไม้เกิดสงครามในภูภาคได้หรือไม่

ในที่สุดแล้วจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในปีหน้าอย่างไร หลังจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงหากเกิดเป็นวิกฤติในภูมิภาค โดยเฉพาะจะส่งให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์ปีหน้าจากระดับปัจจุบันอยู่ที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


1. ทางการซาอุดิอารเบียภายใต้การนำของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทำการยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 194,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากเข้าควบคุมตัวเจ้าชาย 11 พระองค์ รวมทั้งรัฐมนตรี 4 คนและอดีตรัฐมนตรีอีกหลายสิบคน ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่นี้ โดยคาดว่ากระบวนการจะจบลงเมื่อมีการยึดทรัพย์สินเป็นมูลค่าสูงถึง 800,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ คณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นประธาน ยังึงเดินหน้าอายัดทรัพย์สินจากบรรดาเจ้าชาย 11 พระองค์ ที่ถูกควบคุมตัวหลังถูกกล่าวหามีส่วนรวมคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ อัยการของซาอุดิอารเบียประเมินว่า ความเสียหายจากการถูกคอร์รัปชันเป็นวงเงินสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์


2. เหตุการณ์รุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งยังคงลุกลามในซาอุดิอารเบีย ท่ามกลางกระแสข่าวที่กลุ่มก่อการร้ายยังคงดำเนินการในซาอุดิอารเบียยังคงแพร่สะพัด ส่งผลให้สหรัฐได้ออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองชาวอเมริกันที่วางแผนจะเดินทางไปยังซาอุดิอารเบีย ให้ระมัดระวังภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งให้ระมัดระวังภัยอันตรายจากขีปนาวุธซึ่งมีเป้าหมายโจมตีกลุ่มกบฎในเยเมนอีกด้วย

สถานการณ์ต่างๆ ที่กดดันซาอุดิอารเบียในเวลานี้ จึงถูกมองได้เดินมาถึงจุดที่เป็นทางตันหรือไม่ หลังจากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซาอุดิอารเบียได้เข้าแทรกแซงประเทศเพื่อบ้านและประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางด้วยกัน ทั้ง Yemen, Qatar, Iraq, Syria และ Lebanon จนถูกต่อต้านจากคนในชาตินั้นๆ ในขณะนี้ จะยิ่งทำให้ซาอุดิอารเบียซึ่งเป็นคู่ปรับกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน จะมีการเผชิญหน้ากันมากขึ้น โดยยังคงเกิดข้อสงสัยว่า ซาอุดิอารเบียจะก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้โดยไม้เกิดสงครามในภูภาคได้หรือไม


3. ในที่สุดแล้วจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในปีหน้าอย่างไร หลังจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงหากเกิดเป็นวิกฤติในภูมิภาค โดยเฉพาะจะส่งให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์ปีหน้าจากระดับปัจจุบันอยู่ที่ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาที่ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอารเบียและอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มโอเปก จะส่งผลต่อข้อตกลงในการจำกัดการส่งออกน้ำมันที่จะครบกำนกในช่วงต้นปี 2018 นี้ ขณะที่รัสเซียซึ่งอยู่นอกกลุ่มโอเปกแต่ร่วมทำข้อตกลงดังกล่าว ส่งสัญญาณว่าจะไม่ต่อเวลาในข้อตกลงนี้ต่อไป เท่ากับรัสเซียกำลังเปิดทางให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันอย่างเต็มที่ และสามารถเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคตะวันกลางได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน


4. ขณะที่นักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจีนอย่างใกล้ชิด หลังจากดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดร่วงลง 2.29% เมื่อวันพฤหัสฯ โดยเปิดตลาดว่นนี้ปรับตัวลงเล็กน้อย ก่อนพลิกกลับมายินบวก 2% ที่ระดับ 3,358 มาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการออกมาตรการควบคุมความเสี่ยงด้านการเงินของธนาคารกลางจีน หลังจากที่เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเคลื่อนไหวที่ระดับ 3,450 เมื่อวันพุธ

โดยธนาคารกลางจีนได้เปิดเผยร่างมาตรการ ซึ่งรวมถึงการควบคุมธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ของบรรดาสถาบันการเงินในประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคธนาคารเงาของจีนขยายตัวขึ้น


5. หลังจากที่รายงานว่า ปริมาณธุรกรรมทางการเงินในธนาคารเงา หรือ Shadow Banking มีมูลค่ามากกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ มาตรการเข้มงวดทางการเงินขแงธนาคารกลางจีน เพื่อขจัดธุรกรรม Shadow Banking ของจีนให้มีปริมาณที่ลดลง ยังคงส่งผลกระทบในระยะยาว และส่งผลต่อความผันผวนของทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนของจีนในอนาคต