1.กลุ่มที่ไม่มีเอกสารใดๆ ให้นายจ้างยื่นคำร้องที่ศูนย์ฯใกล้บ้าน - เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์คัดกรอง หลังจากนั้นจะเรียกนายจ้างพร้อมแรงงานให้มารับ Letter of Demarn หรือใบโควต้า - เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงาน - ตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพ - ขอ VISA และสุดท้ายยื่นเรื่องขอใบอนุญาตทำงาน
กรณีแรงงานสัญชาติเมียนมา สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ ในประเทศไทยตามจุดพิสูจน์สัญชาติของเมียนมา รวม 5 จุด ส่วนกัมพูชาและล่ว ต้องเดินทางกลับไปตรวจสัญชาติที่ประเทศต้นทาง เนื่องจากไม่มีศูนย์พิสูจน์สัญชาติในไทย
2.กลุ่มที่มีใบอนุญาตทำงาน แต่ชื่อนายจ้างและชื่อสถานที่ทำงานในเอกสาร ไม่ตรงกับชื่อนายจ้างและเอกสารตัวจริง ให้ไปที่สำนักงานจัดหางานใกล้บ้าน ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อนายจ้างและชื่อสถานที่ทำงานให้ถูกต้อง โดยเสียค่าธรรมเนียมดำเนินการ 100 บาท และค่าธรรมเนียมจอเปลี่ยนชื่อ 900 บาท
3.กลุ่มที่ถือบัตรสีชมพู มีพาสปอร์ต ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติแล้ว ลงตราVISA แล้ว แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน สามารถดำเนินการขอใบอนุญาตได้ทันที โดยเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท และค่าธรรมเนียมอนุญาตทำงาน 900 บาท
4.กลุ่มที่มีพาสปอร์ตชั่วคราว ให้ไปขอ ทำ VISA ประเภทชั่วคราว (LA) เสียค่าธรรมเนียม 500 และยื่นขออนุญาตทำงาน เสียค่าธรรมเนียมยื่นคำขอ 100 และค่าธรรมเนียมอนุญาตทำงาน 450 บาท
5.กลุ่มที่มีพาสปอร์ต หรือ มีพาสปอร์ตชั่วคราว ตรวจพิสูจน์สัญชาติแล้ว ลงตรา VISA แล้ว และมีใบอนุญาตทำงายแล้ว แต่ใกล้หมดอายุ ให้รีบดำเนินการ ต่ออายุที่สถานฑูตประเทศตัวเอง ในประเทศไทย
6.กลุ่มที่มีพาสปอร์ต หรือ พาสปอร์ตชั่วคราว แต่ VISA ผิดประเภท ต้องมายื่นคำร้องแจ้งการใช้แรงงานเพื่อนบ้านใหม่ ผ่านการคัดกรอง รับใบโควต้า นำไปพิสูจน์สัญชาติ ขอ VISA และขอใบอนุญาตทำงายใหม่
สำหรับนายจ้าง ผู้ประกอบการ ที่ต้องการแรงงานเพิ่ม ให้ดำเนินการแบบ MOU นำเข้าแรงงานได้ตามปกติ
โดยศูนย์รับแจ้งการใช้แรงงาน จะเปิดให้บริการ 24 กรกฎาคม ถึง 7 สิงหาคมนี้เท่านั้น หลังปิดศูนย์รับแจ้งการใช้แรงงาน เจ้าหน้าที่ตะดำเนินการตรวจสอบคัดกรอง ความเป็นลูกจ้างและนายจ้าง หากพบว่ามีความผิดปกติ จะติดต่อเรียกนายจ้างและลูกจ้างมาสัมภาษณ์ชี้แจงก่อนออกใบโควต้าให้
ศูนย์รับแจ้งการใช้แรงงาน เบื้องต้นพื้นที่โดยรอบ กทม. จะมี 10 จุด จุดละ 30 โต๊ะรับแจ้ง ส่วนต่างจังหวัด มี 1 จุด จุดละ 30 โต๊ะรับแจ้งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในต่างจังหวัดอาจพิจารณาเพิ่มจุด เพื่อให้สอดคล้องรองรับจำนวนแรงงานในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้กระทรวงแรงงาน ได้ย้ำว่า ให้นายจ้างเขียนชื่อ-นามสกุล ลูกจ้างให้ถูกต้อง ตรงตามเอกสารที่ลูกจ้างมีติดตัวมา เนื่องจากในขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติ หากชื่อ-นามสกุล ไม่ตรงกับฐานข้อมูล อาจกระทบกับขั้นตอนต่อไป
นอกจากนี้ รัฐมนตรีแรงงาน และอธิบดีกรมการจัดหางาน เตรียมเดินทางไปเจรจากับกัมพูชา และลาว ให้มาตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติในประเทศไทย เพื่อให้ขั้นตอนการขออนุญาตทำงาน เป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วขึ้น..