เนชั่นทีวี

ข่าว

พลิกประวัติศาสตร์โลก! "ทรัมป์" พบ "สี จิ้นผิง" เจรจาทวิภาคี 6-7 เม.ย. 60

06 เม.ย. 2560 | nation_ent

พลิกประวัติศาสตร์โลก!
"ทรัมป์" พบ "สี จิ้นผิง" เจรจาทวิภาคี 6-7 เม.ย. 60

เมื่อ "ทรัมป์" พบ "สี จิ้นผิง" จะเป็นการพลิกประวัติศาสตร์โลกหน้าใหม่เพื่อที่จะกำหนดอนาคตการอยู่ร่วมกัน ในการเปิดฉากเจรจาทวิภาคีของ 2 ประเทศมหาอำนาจ เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระหว่างวันที่ 6-7 เมษายน ที่ฟลอริดา ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ให้น้ำหนักความสำคัญในการจับตามากที่สุด เพราะครั้งนี้เป็นการพบปะกันของสองมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด และกองทัพที่มีพลังมากที่สุดของโลก

 ทางด้านเฟดเปิดเผยถึงรายงานอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งล่าสุดที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับนักลงทุน ระบุตลาดหุ้นสหรัฐเกิดภาวะฟองสบู่ นำมาซึ่งสาเหตุให้ต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากเฟดคาดหวังที่จะมีการปรับลดฐานะงบดุลในปีนี้ ขณะที่สมาชิกเฟดหลายคนกังวลต่อตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะที่เป็นฟองสบู่จากราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เหนือความหมายของตลาดต้องปรับคาดการณ์ในทิศทางที่มีความเสี่ยงขาลง (downside risks) มากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของเฟดนั้นจะตกเป็นภาระต้นทุนการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งบ่งชี้ว่าจีดีพีสหรัฐอาจจะหดตัวลงในปีนี้ แต่ทีมงานของทรัมป์ยังมีความหวังว่าจะใช้นโยบายปฏิรูปภาษีเพื่อกระตุ้น Supply Side และทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้นเหมือนกับในยุคของเรแกน และทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น 1. โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังสหรัฐ ได้ออกบทวิเคราะห์ "ปรีวิว" ที่ให้น้ำหนักความสำคัญในการจับตามากที่สุด ในการที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" จะพบปะ "สี จิ้นผิง" จะสร้างประวัติศาสตร์โลกหน้าใหม่ ในการเปิดฉากเจรจาทวิภาคีของ 2 ประเทศมหาอำนาจ เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระหว่างวันที่ 6-7 เมษายน ที่ฟลอริดา เนื่องจากเป็นการพบปะกันของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งและเบอร์สองทั้งทางเศรษฐกิจและกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยชี้อีกว่ากรอบของการเจรจาทวิภาคีครั้งนี้จะเป็นการนั่งลงถกบนโต๊ะที่จะกำหนดอนาคตในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลยทั้งเรื่องการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ และแก้ข้อพิพาททางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเขตทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ รวมไปถึงปัญหาของเกาหลีเหนือ โดยที่ทรัมป์ต้องการจะสยบปฏิกิริยาโต้ตอบของทางฝ่ายผู้นำจีน และต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในเรื่องการปั่นค่าเงินหยวน ทรัมป์ยังต้องการให้มีการกำหนดกรอบชัดเจนต่อการปฏิบัติในเรื่องการเปิดกว้างสำหรับทางด้านการค้าและการลงทุน และการเคารพในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจากจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐได้เปิดการเจรจามาตั้งแต่การเจรจา 3 ครั้งในช่วงก่อนหน้าที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 1993 ต่อมาใน้ดือนตุลาคม 2001 และครั้งสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน 2009 ก่อนที่จะมาถึงการเจรจารอบล่าสุดในสัปดาห์นี้ โดยรัฐบาลสหรัฐพร้อมที่จะเปิดรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากจีนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทางการจีนยังคงเงียบสงบและยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ นอกจากท่วงทำนองที่เคยแสดงออกช่วงต้นปีนี้ที่เวที World Economic Forum ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศสนับสนุนการค้าเสรีในแบบโลกาภิวัตน์ และจะต่อต้านลัทธิกีดกันทางการค้าในทุกรูปแบบ รวมทั้งท่าทีที่จีนได้ปฏิเสธการปั่นค่าเงินหยวนเพื่อคงความได้เปรียบทางการค้ามาตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ทรัมป์ได้โทรศัพท์คุยกับผู้นำจีนก่อนที่จะการกำหนดวาระการเจรจาที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยผู้นำจีนยังคงยืนยันในนโยบายจีนเดียว 2. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยถึงรายงานการประชุมครั้งล่าสุด ระบุตลาดหุ้นสหรัฐเกิดภาวะฟองสบู่ นำมาซึ่งสาเหตุให้ต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยแจกแจงรายละเอียดใน 2 เหตุผลหลัก คือ 1. เฟดคาดหวังที่จะมีการปรับลดฐานะงบดุลในปีนี้จากที่มีการอัดฉีดเม็ดเงิน QE เข้ามาสู่ระบบการเงินมากกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์นับจากวิกฤติการเงินและวิกฤติซับไพรม์ช่วงปี 2007-2008 และ 2. สมาชิกเฟดหลายคนมีความกังวลต่อตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะที่เป็นฟองสบู่จากราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฟดได้สร้างเซอร์ไพรส์ตลาดเตือนถึงสิ่งที่จะตามมาจากเงื่อนไขตลาดการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการบริหารนโยบายการเงินของเฟดนับจากนี้ไป ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เหนือความหมายของตลาดต้องปรับเปลี่ยนมุมมองการคาดการณ์ในทิศทางที่มีความเสี่ยงขาลง (downside risks) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงใความหวังว่า ปัญหาความเสี่ยงด้านนโยบายที่เกิดขึ้นทั้งจากจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ยังคงไม่ชัดเจนของทรัมป์ ที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐสะดุด จะทำให้เฟดต้องทบทวนนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่ก็เป็นได้ 3. ในรายงาย Fed Minute ระบุความคิดเห็นของ 4 ผู้ว่าการที่เป็นสมาชิกของเฟดคือ Richard Fischer, Thomas Hoenig, Charles Plosser และ Jeremy Stein ได้แขร์มุมมองในสิ่งที่เฟดได้ดำเนินการมาในอดีตจากการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลนั้นไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจที่แท้จิ่งของสหรัฐเลย ทั้งด้านการจ้างงานที่ถาวรในระยะยาวก็ยังไม่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นและมีอัตราว่างงานที่ลดลง ในขณะที่ไม่ก่อให้เกิดผลกับการผลิตของสินค้าและภาคบริการเพราะไม่มีการจ้างคนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดอีกด้วย นอกเหนือจากการที่เฟดปั๊มเงินออกมาเพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลต่อราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจนนำไปสู่ความกังวลเรื่องฟองสบู่ในตลาดหุ้นขณะนี้ 4. ขณะที่ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของเฟดนั้นจะตกเป็นภาระต้นทุนการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งบ่งชี้ว่าจีดีพีสหรัฐอาจจะหดตัวลงในปีนี้ เพราะแทนที่จะขยายตัว 3.5-4% เป็นไปตามความเป้าหมายของทรัมป์ในปีนี้ หรือเป็นไปตามเป้าหมายที่เฟดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 2% ก็อาจจะเติบโดไม่ถึงทั้ง 2 เป้าหมาย หลังจากที่ตัวเลขคาดการร์จีดีพีไตรมาสแรกของเฟกสาขาแอตแลนตาชี้ว่าจะโตแค่ 1% เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเฟดยังยืนยันที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในนี้ แต่ทีมงานของทรัมป์ก็ยังมีความหวังว่าจะใช้นโยบายปฏิรูปภาษีเพื่อกระตุ้น Supply Side และทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้นเหมือนกับในยุคของเรแกน และทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึงความล่าช้า หลังจากที่โหวตในสภาไม่เพียงพอที่จะออกกฎหมายทั้งเรื่องแผนประกันสุขภาพฉบับใหม่และแผนการปฏิรูปภาษีของทรัมป์ต้องถูกเลื่อนออกไปโดยยังมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน 5. ตลาดหุ้นสหรัฐขณะนี้จึงมีความผันผวนค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะดาวโจนส์เปิดซื้อขายวันพุธหุ่งขึ้นไปเกือบ 200 จุดโดยยืนเหนือระดับ 20,880 แต่หลังจากที่เฟดเปิดเผยรายงานประชุมฉบับเดือนมีนาคมออกมา นักลงทุนมีการเทขายหุ้นอย่างหนัก ส่งผลให้ปิดตลาดเหวี่ยงตัวเป็นลบที่ 20,648 ลดลง 41 จุดหรือ 0.2% ขณะที่ S&P 500 พุ่งทะลุเฉียดระดับ 2,400 ร่วงลงมาปิดที่ 2,352 ลดลง 0.31% และ Nasdaq พุ่งขึ้นทะลุ 5,920 ก่อนดิ่งลงปิดที่ 5,864 ลดลง 0.58%

ข่าวล่าสุด