เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทรัมป์" เซ็นแล้ว สร้างกำแพงพรมแดนเม็กซิโก

27 ก.พ. 2560 | te

"ทรัมป์" เซ็นแล้ว สร้างกำแพงพรมแดนเม็กซิโก

ทรัมป์เซ็นคำสั่งบริหารเมื่อวันเสาร์ให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกแล้ว ทั่วโลกจับตาการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ จะยังคงเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากพบว่าดัชนีดาวโจนส์ถูกดันพุ่งขึ้นในช่วง 17 วินาทีก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ จากระดับ 20,755 จนสามารถทำสถิติสูงสุดเป็นรายวันต่อเนื่องที่ 20,821 สวนทางบอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐที่ร่วงลงที่ 2.32%


ขณะที่แบงก์ ออฟ อเมริกา วัดความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐขณะนี้อยู่ระดับ 7 จากระดับร้อนแรงมากที่สุดอยู่ที่ระดับ 10 โดยเป็นการเปรียบเทียบย้อนหลังช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมาจากแรงผลักดันของ 3 ปัจจัยที่ประกอบด้วย ชัยชนะเลือกตั้งของทรัมป์ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน การเน้นใช้นโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการค้าที่มีการปรับราคาสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น
ส่วนราคาทองพุ่งขึ้นตามทิศทางหุ้นที่ระดับ 1,256 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการให้ผลตอบแทนถึง 9% ในเทอมของเงินดอลลาร์นับจากต้นปีนี้ แต่เป็นการให้เป็นตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 9.4% เมื่อเทียบกับเงินยูโร และเพิ่มชึ้น 6.4% เมื่อเทียบเป็นเงินปอนด์อังกฤษ

1.ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เซ็นคำสั่งบริหารเมื่อวันเสาร์ทึ่ผ่านมาให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกแล้ว และจะเรียกเก็บค่าก่อสร้างกำแพงจากเม็กซิโกทั้งหมด 100% ด้วยแผนจัดเก็บ Border Tax ที่ทรัมป์ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะจัดเก็บภาษีสินค้าข้ามพรมแดนที่นำเข้าจากเม็กซิโกที่อัตรา 35% เพื่อให้ครอบคลุมค่าดำเนินการก่อสร้างกำแพงหรือรั้วกั้นตามแนวพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโกดังกล่าว นอกจากนี้ทรัมป์ยังชี้ว่าการเปิดพรมแดนได้ทำให้สหรัฐต้องขาดดุลกับเม็กซิโกสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
ทรัมป์ยังระบุการเปิดพรมสหรัฐ-เม็กซิโก ทำให้มีผู้อพยพเข้าสหรัฐอย่างผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะจำนวนผู้อพยพที่เข้าสหรัฐอย่างผิดกฎหมายมีมากถึง 11 ล้านคนในขณะนี้ขณะที่ทั่วโลกก็กำลังจับตาการแถลงนโยบายของทรัมป์ต่อรัฐสภาในวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ จะยังคงเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นต่อเนื่องหรือไม่


2.แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริลลินช์ (BofAM) ใช้บาโรมิเตอร์วัดแรงผลักดันของบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐโดยเปรียบเทียบจากการลงทุนในช่วง 12 เดือนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้กับกุมภาพันธ์ปี 2016 มีความร้อนแรงอยู่ที่ระดับ 7 จากความร้อนแรงสูงสุดที่ระดับ 10 ดังนั้นแนวโน้มการลงทุนในหุ้นจึงยังคงเป็นขาขึ้นต่อไปได้อีก เนื่องจากเหตุการณ์ 3 ปัจจัยที่เป็นแรงหนุนทั้งจากชัยชนะเลือกตั้งของทรัมป์ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การเน้นใช้นโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปรับราคาสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น
ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าดัขนีหุ้น S&P 500 จะอยู่ในช่วงขาขึ้นไปที่ระดับ 2,400 ในไตรมาสแรกนี้ แต่จะมัการปรับลดลงที่ 2,300 ในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากปัจจัยลบในช่วงระยะใกล้จะเป็นแรงฉุดผลประกอบการของบริษัทต่างๆ จะยังไม่ได้ผลเชิงบวกมากนักจากมาตรการลดภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ กว่าจะส่งผลบวกที่เป็นจริงในปี 2018 มากกว่าที่จะส่งผลในปี 2017 ตามการคาดการณ์ก่อนหน้านี้


3.บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวันศุกร์เกิดปรากฏที่ชวนสงสัยในการซื้อ โดยเฉพาะในช่วง 17 วินาทีก่อนปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ได้พุ่งขึ้นจากการเคลื่อนไหวที่ 20,755 ไปปิดที่ 20,821 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดรายวันอีกครั้ง หลัจากเปิดตลาดที่ 20,759 และมีการซื้อขายหุ้นในแดนลบเกือบทั้งวัน โดยลงมาต่ำสุดที่ 20,733
อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ปิดที่ 20,821 นั้นนับเป็นการสร้างสถิติสูงสุดอีกเป็นครั้งที่ 11 ในรอบ 30 ปีของประวัติศาสตร์ดัชนีดาวโจนส์


4.มีการสำรวจผลการลงทุนนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ พบว่า โลหะเงินให้ผลตอบแทนเพ้มขึ้นสูงสุดถคง 14.3% ส่วนทองให้ผลตอบแทนเท่ากับ 9.04% เมื่อเทียบในเทอมของดอลลาร์ แต่เป็นการให้เป็นตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 9.4% เมื่อเทียบกับเงินยูโร และเพิ่มชึ้น 6.4% เมื่อเทียบเป็นเงินปอนด์อังกฤษ
ในทิศทางเดียวกับตลาด Nasdaq ที่เป็นการซื้อหุ้นเทคโนโลยีซึ่งให้ผลตอบแทนถึง 9% ส่วนดัชยี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 5.18% ดาวโจนส์ที่ให้ผลตอบแทน 5.03% ทางด้านหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.52% ยกเว้น DAX ของเยอรมันให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2.77%
ขณะที่เงินดอลลาร์ให้ผลตอบแทนที่ติดลบ 1.47% ตรงข้ามเงินเยนที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 3.59% เงินปอนด์ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 1.58% เงินยูโรให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 0.34%


5.ล่าสุดธนาคารโลกได้สรุปผลผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีของทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์ มีมูลค่า 74 ล้านล้านดอลลาร์ ปรากฏว่า จีดีพีสหรัฐที่มีมูลค่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นส่วนแบ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 24.3% จีนตามมาเป็นที่ 2 มูลค่า 11 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 14.8% อันดับ 3 เป็นญี่ปุ่นมีขนาดจีดีพี 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 5.9% อันดับ 4 เป็นเยอรมัน มีขนาดจีดีพี 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 4.5% อันดับ 5 เป็นอังกฤษ มีขนาดจีดีพี 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 3.9%
อันดับ 6 ฝรั่งเศสมีจีดีพี 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 3.3% อันดับ 7 อินเดียมีจีดีพี 2.1ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 2.8% อันดับ 8 อิตาลีมีจีดีพี 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 2.5% อันดับ 9 บราซิลมีจีดีพี 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 2.4% และอันดับ 10 แคนาดามีจีดีพี 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 2.1%
ส่วนกลุ่มอาเซียน เช่น อินโดนีเซียมีสัดส่วน 1.16% ไทยสัดส่วน 0.53% มาเลเซียมีสัดส่วน 0.4% ฟิลิปปินส์มีสัดส่วน 0.39% และสิงคโปร์มีสัดส่วน 0.39% ขณะที่ส่วนอื่นๆ ของโลกซึ่งเป็นประเทศด้อยพัฒนานั้น มีขนาดจีดีพีรวมกันในสัดส่วนเพียง 9.41%

ข่าวล่าสุด