ภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future เป็นหนึ่งในผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของผู้กำกับโรเบิร์ต เซเมคิส เจ้าของผลงานเรื่องดังอีกมากมายอย่างฟอเรสต์กัมพ์และแคส อเวย์และยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป๊อปแห่งยุค 80 ครับ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

โดยภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาคออกฉายในปี 1985, 1989, และ 1990 ตามลำดับ และเมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็ถือเป็นวันสำคัญของแฟนๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื่องจากเนื้อเรื่องในภาคที่ 2 ตัวละครมาร์ตี้ แม็คฟลายและด็อกเตอร์เอ็มเมตต์ บราวน์ได้ท่องโลกอนาคตไปยังวันที่ 21 ตุลาคมปี 2015 ครับ
ภาพยนตร์ภาคสองที่ออกฉายในวันที่ 1 มกราคมปี 1989 หรือเมื่อ 26 ปีที่แล้วได้ทำนายโลกอนาคตปี 2015 ไว้หลายประการด้วยกันซึ่งก็มีทั้งที่ถูกและที่ผิด มาเริ่มต้นกันที่สิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงกันก่อน ได้แก่ โทรทัศน์จอแบน แท็บเล็ต ระบบสั่งอาหารอัตโนมัติ วีดีโอเกมที่ไม่ต้องใช้จอยสติ๊ก และการรายงานข่าวโดยใช้โดรนที่แทบจะเหมือนกับโลกในปัจจุบัน 
ขณะที่เทคโนโลยีโฮโลแกรมถึงแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ตื่นตาตื่นใจเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องจอว์สภาค 19 ในเรื่อง แต่โลกปัจจุบันก็กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด เช่นเดียวกันกับโฮเวอร์บอร์ดหรือสเก็ตบอร์ดลอยได้ ปัจจุบันก็มี 2 บริษัทกำลังแข่งขันกันพัฒนาอยู่ นั่นคือ สไลด์ของบริษัทเล็กซัสและเฮ็นโด โฮเวอร์บอร์ดซึ่งใช้เทคโนโลยีแม่เหล็ก 
ส่วนรองเท้าไนกี้ที่สามารถผูกเชือกรองเท้าได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันแม้ว่าจะยังไม่มีวางจำหน่าย แต่บริษัทก็ได้จดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้แล้วตั้งแต่ปี 2008 และล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ที่ผ่านมาก็ได้นำ "ไนกี้ แอร์ แม็ก" คู่ต้นแบบไปให้กับนักแสดงนำ ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ ลองสวมใส่ดู ซึ่งก็สามารถทำงานได้อย่างดี และในปีหน้าไนกี้ก็เตรียมผลิตเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งเพื่อนำออกประมูลหารายได้เข้ามูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคพาร์กินสันของฟ็อกซ์ซึ่งเขาตั้งขึ้นหลังป่วยด้วยโรคนี้ในปี 1991 ครับ
ขณะที่สิ่งที่ไม่เป็นจริงเลยก็มีทั้งรถยนต์บินได้ ระบบขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยพลังงานนิวเคลียร์ และระบบต่อต้านแรงโน้มถ่วงครับ
นอกจากการเปรียบเทียบภาพยนตร์กับโลกปัจจุบันแล้ว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ค่ายหนังยูนิเวอร์แซลยังได้เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีการออกฉายของภาพยนตร์ภาคแรกอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการปล่อยบลูเรย์และดีวีดีฉบับครบรอบ 30 ปีออกจำหน่าย และยังมีการฉายภาพยนตร์ภาค 2 รอบพิเศษที่นำนักแสดงนำมาเจอกันอีกด้วย เช่นเดียวกันกับการปรากฎตัวของ 2 นักแสดงนำ ไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ และคริสโตเฟอร์ ลอยด์ ที่ปัจจุบันอายุ 54 และ 77 ปี ในรายการทอล์คโชว์ของจิมมี่ คิมเมลด้วยครับ
และปิดท้ายกันด้วยแวดวงการเมืองที่เอาภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องด้วยครับ เริ่มจากการให้สัมภาษณ์ของบ๊อบ เกล ผู้เขียนบทภาพยนตร์ภาค 2 ที่บอกว่าตัวร้ายของเรื่องที่มีชื่อว่าบิฟฟ์ แทนเนน มหาเศรษฐีที่ใช้เงินจากธุรกิจทุกรูปแบบรวมถึงคาสิโนมาใช้ในการปูทางสู่แวดวงการเมืองนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโดนัลด์ ทรัมพ์ ผู้ที่กำลังสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในปัจจุบัน โฆษณาหาเสียงของมาร์โก้ รูบิโอ วุฒิสมาชิกรัฐฟลอริด้า ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคริพับลิกันที่แซวผู้สมัครพรรคเดโมแครตทั้งฮิลลารี คลินตัน และรองประธานาธิบดีโจ ไบเดนว่ามาจากอดีต โดยนำวีดีโอสมัยที่ฮิลลารีเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 และโจ ไบเดนสมัครเป็นประธานาธิบดีในปี 1988 มาเปรียบเทียบ ไปจนถึงโฆษณาหาเสียงของคาร์ลี ฟิโอรินา ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเช่นกันครับ
จะเห็นได้ว่า Back to the Future ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์อมตะเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อแวดวงต่างๆ ของโลกมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงจะมีต่อไปในอนาคตอีกด้วยครับ