พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานกำลังใจนักเตะทีมชาติในช่วงพักครึ่ง จนฮึดสู้พลิกเกมครึ่งหลังคว้าแชมป์อาเซียนได้สำเร็จ


ทีมชาติไทยกลับมาคว้าแชมป์อาเซียน ถ้วยเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 นับเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจากได้แชมป์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 พร้อมทำสถิติซิวแชมป์เป็นสมัยที่ 4 สูงสุดเท่ากับ สิงคโปร์ โดยนักเตะทีมชาติไทยจะได้รับเงินอัดฉีดจาก สมาคมฟุตบอล และเงินรางวัลรวมเป็นเงินทั้งหมด 25 ล้านบาท
หลังจบเกม ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เปิดเผยว่า แม้เราจะโดนนำ 3-0 แต่ยังเชื่อว่าเราจะยิงได้ ต้องขอบคุณนักเตะทุกคนที่มีสมาธิและกลับมาสู่เกมได้สำเร็จ รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ขอบคุณนักฟุตบอลทุกคน
ซิโก้ กล่าวเพิ่มเติมในห้องแถลงข่าวว่า เราทำงานหนักมา 2 ปี ต้องขอบคุณคนไทยที่ตามเชียร์ ทั้งที่สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และที่เมืองไทย ตอนนี้เราประกาศศักดาเป็นแชมป์อาเซียนทั้งซีเกมส์และซูซูกิคัพ เป้าหมายต่อไปคือ การพาทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปีไทยไปเยาวชนโลก โอลิมปิก รอบสุดท้าย และป้องกันแชมป์ซีเกมส์
12 ปีที่รอคอย การเป็นนักเตะและผู้ฝึกสอนอยู่ในสถานะที่ต่างการ เราทำสำเร็จก็ภาคภูมิใจ แต่แชมป์อาเซียนไม่เพียงพอต่อคนไทยแล้ว เราต้องมองไปไกลถึงระดับเอเชีย ซึ่งนักเตะชุดนี้ต้องยอมรับว่าดีกว่าสมัยดรีมทีมที่ผมเล่นอยู่ สมัยดรีมทีมมีความฟิต วิ่งสู้ฟัด แต่นักเตะชุดนี้มีครบทุกอย่าง ซิโก้ กล่าว
กุนซือทีมชาติไทยเปิดเผยอีกว่า เกมวันนี้ต้องถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อทีมฟุตบอลไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ในช่วงพักครึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้ราชเลขานุการในพระองค์ โทรศัพท์มา โดยพระราชทานกำลังใจแก่นักเตะและให้เล่นอย่างเต็มที่ โดยมีผู้จัดการทีม เกษม จริยวัฒน์วงศ์ เป็นผู้รับสาย ก่อนที่นักเตะจะลงไปสู้ต่อในครึ่งหลัง
ขณะที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า เราอยู่ถ้ำเสือแต่เราเป็นช้าง เรามีงาที่เอาชนะเสือได้ ขอบคุณเพื่อนๆ ขอบคุณแฟนบอลชาวไทยที่ตามเชียร์ ส่วนเงินรางวัล 3 แสนบาท จากรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจะนำมาหารแบ่งเพื่อนทั้งทีมแน่นอน เพราะรางวัลนี้คงไม่ได้เกิดจากตัวคนเดียวแต่เกิดจากทุกคน ขอบคุณผู้จัดการทีม ขอบคุณโค้ชที่ให้โอกาสจนมาถึงวันนี้
สำหรับทีมชาติไทยจะเดินทางกลับถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ เอฟดี 320 ในเวลา 15.00 น.