เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : รัสเซียป่วน! นักวิจัยทำหลอดเชื้อ "กาฬโรค" แตกก่อนดับสลด รัฐสั่งปิด 5 โรงพยาบาล-กักตัวนับร้อย

05 ต.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : รัสเซียป่วน! นักวิจัยทำหลอดเชื้อ "กาฬโรค" แตกก่อนดับสลด รัฐสั่งปิด 5 โรงพยาบาล-กักตัวนับร้อย

รัสเซียต้องสั่งปิดโรงพยาบาลอย่างน้อย 5 แห่ง หลังเกิดเหตุสุดวิสัยเมื่อเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทำหลอดทดลองบรรจุเชื้อ "กาฬโรค" แตก ก่อนที่เธอจะติดเชื้อและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นำไปสู่การสั่งกักบริเวณผู้สัมผัสใกล้ชิดนับร้อยชีวิต ท่ามกลางข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังพยายามปกปิดความรุนแรงของการระบาด!

🔵 [อุบัติเหตุห้องแล็บ: หลอดเชื้อ "กาฬโรค" แตกปลิดชีพนักวิจัย] 


เหตุการณ์สะเทือนขวัญด้านสาธารณสุขครั้งนี้ได้รับการยืนยันจากสื่อรัสเซียอย่าง "The Moscow Times" และสื่อต่างประเทศหลายสำนัก โดยระบุว่า "ดาริยา ชิปิโลวา" นักเทคนิคการแพทย์วัย 28 ปี ประจำ "สถาบันต่อต้านกาฬโรคอีร์คุตสค์" (Irkutsk Anti-Plague Institute) ได้เสียชีวิตลงจากอาการปอดอักเสบรุนแรง ต้นเหตุมาจากอุบัติเหตุระหว่างการจัดการตัวอย่างเชื้อ เมื่อเธอทำหลอดทดลองที่บรรจุเชื้อแบคทีเรีย "Yersinia pestis" ซึ่งยังมีชีวิตหล่นแตกกระจาย

สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองเชเลคอฟ (Shelekhov) ใกล้กับเมืองอีร์คุตสค์ ในภูมิภาคไซบีเรีย หลังเกิดเหตุอันน่าตื่นตระหนก ทางการท้องถิ่นได้สั่งกักตัวและเฝ้าระวังผู้สัมผัสเสี่ยงสูงใกล้ชิดเกือบ 200 คนทันที โดยสำนักข่าวอิสระในภูมิภาคอย่าง Liudi Baikala ระบุว่า ผู้คนเกือบ 200 คนถูกนำตัวไปเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลในเมืองเชเลคอฟ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่นักวิจัยผู้เสียชีวิตถูกส่งตัวไปรักษา นอกจากนี้ ทางการยังต้องสั่งปิดแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอย่างน้อย 5 แห่งในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อร้าย
 

🔵 [ปกปิดความจริง? รัฐบาลเลี่ยงใช้คำว่า "กาฬโรคปอด"] 


แม้สถานการณ์ในพื้นที่จะดูตึงเครียด แต่สำนักข่าว CNN รายงานว่า "Rospotrebnadzor" หน่วยงานกำกับดูแลสุขอนามัยและโรคติดต่อของรัฐ กลับให้ข้อมูลที่คลุมเครือ โดยระบุเพียงว่ามีเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเสียชีวิต 1 รายจาก "โรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ" (Pneumonia of unknown etiology - PUE) และไม่มีการยืนยันชัดเจนว่ามีเชื้อใดหลุดรอดออกมา พร้อมทั้งย้ำว่า สถานการณ์ด้านสุขอนามัยและระบาดวิทยาในเมืองอีร์คุตสค์และเชเลคอฟยังคงอยู่ในภาวะ "ปกติและมั่นคง"

การรับมือของทางการรัสเซียเผยให้เห็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "กาฬโรคปอด" (Pneumonic plague) ในการแถลงข่าวช่วงแรก โดยหน่วยงานควบคุมโรคเลือกใช้คำว่า "โรคติดเชื้อร้ายแรงพิเศษ" (High-consequence infectious disease - HCID) แทน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการลบประกาศเตือนภัยในท้องถิ่นบางส่วนออกไป ทำให้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน และรัฐบาลรัสเซีย ถูกสื่อตะวันตกและสื่ออิสระวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ากำลังพยายามปกปิดขอบเขตที่แท้จริงของการระบาด

🔵 [ผู้นำท้องถิ่นเร่งรับมือ - สหรัฐฯ จ่อแบนเที่ยวบินรัสเซีย] 


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงในพื้นที่ได้ออกมาเคลื่อนไหว โดย อเล็กเซย์ ซีเดนอฟ ผู้นำสาธารณรัฐบูเรียเทีย (Buryatia) ซึ่งมีพื้นที่ติดกัน ได้แถลงยอมรับว่า "มีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากโรคกาฬโรค" แต่ยืนยันว่ายังไม่พบการระบาดในพื้นที่ของตน ขณะที่ อีกอร์ คอบเซฟ ผู้ว่าการเขตอีร์คุตสค์ ได้เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ พร้อมเปิดเผยผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่าได้จัดการประชุมฉุกเฉินของคณะกรรมาธิการป้องกันโรคระบาดร่วมกับหัวหน้าแพทย์ของรัฐบาล เพื่อหารือเกี่ยวกับ "กรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อร้ายแรงเป็นพิเศษในผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้"

ในขณะที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพควบคุมสถานการณ์ แต่ความจริงเรื่องการปิดโรงพยาบาล 5 แห่งได้สะท้อนความรุนแรงที่ไม่อาจซ่อนเร้น จนส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศใช้มาตรการปลอดภัยไว้ก่อน ด้วยการสั่งห้ามเครื่องบินพาณิชย์ของรัสเซียเดินทางเข้าประเทศ
 


🔵 [ทำความรู้จัก "กาฬโรคปอด" มฤตยูร้ายที่ปลิดชีพได้ใน 24 ชั่วโมง] 


ความหวาดผวานี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากทำความรู้จักกับ "กาฬโรคปอด" (Pneumonic plague) ซึ่งถือเป็นกาฬโรคชนิดที่รุนแรงที่สุด เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis การติดเชื้อแบบปฐมภูมิมักเกิดจากการสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อปะปนในอากาศ ส่วนแบบทุติยภูมิเกิดจากเชื้อในกระแสเลือดแพร่เข้าสู่เนื้อเยื่อปอด สิ่งที่ทำให้โรคนี้อันตรายกว่ากาฬโรคต่อมน้ำเหลืองคือ มันสามารถติดต่อจาก "คนสู่คน" ได้โดยตรงผ่านการไอหรือจามที่มีละอองเสมหะปนเปื้อน

เมื่อได้รับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการรวดเร็วภายใน 2-4 วัน เริ่มจากไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และคลื่นไส้ ก่อนจะลุกลามสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจถี่ เจ็บหน้าอก ไอ และมีเสมหะปนเลือดหรือเหลว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการจะทรุดหนักจนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและช็อก นำไปสู่การเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 24-36 ชั่วโมง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงเกือบ 100%

กุญแจสำคัญในการรอดชีวิตคือ ผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เช่น สเตรปโตมัยซิน (Streptomycin), เจนตาไมซิน (Gentamicin), เตตราไซคลิน (Tetracycline) หรือ คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการ ส่วนการป้องกันเบื้องต้นสำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิด จะต้องสวมหน้ากากอนามัยที่แนบสนิทเพื่อป้องกันละอองฝอย และต้องรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องราว 7 วัน

💬 จากเหตุการณ์อุบัติเหตุในห้องแล็บที่รัสเซียพยายามปิดข่าวด้วยคำว่า "โรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ" จนบานปลายสู่การปิด 5 โรงพยาบาล... คุณคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนจุดอ่อนด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของมหาอำนาจ หรือสะท้อนความน่ากลัวของการปกปิดข้อมูลข่าวสารมากกว่ากัน?

ข่าวล่าสุด