"โรงเรียน" บ้านหลังที่ 2 ของเด็ก ที่มีครูเปรียบเสมือนพ่อแม่อีกคน บรรยากาศการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ บวกกับหลักการสอน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องบ่มเพาะตัวเด็ก ให้เติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรบุคคลที่สมบูรณ์มีคุณค่า 

อ่านข่าวเพิ่มเติม >>ส่องนโยบาย "เรียนออนไลน์" จากดราม่า "ยายพาหลานซื้อมือถือ"
นอกจากทักษะความรู้ที่เด็กได้จากการไปโรงเรียนแล้ว สิ่งสำคัญคือปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในห้องเรียน ได้ฝึกทักษะชีวิตการอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของสังคม
แต่ทว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้แทบทุกวงการทุกสาขาอาชีพ ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะแวดวงการศึกษา ที่โรคระบาดเข้ามาปฏิรูประบบการเรียนการสอนแบบเดิมไปโดยปริยาย โดยรัฐบาลมีนโยบายให้เรียนออนไลน์ หรือที่เรียกว่า เรียนกับครูตู้


เมื่อดูจากจำนวนโรงเรียนในสังกัดสพฐ. กว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศที่ต้องเรียนออนไลน์แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามเกณฑ์ คือสถานศึกษาขนาดเล็ก ประมาณ 15,000 แห่ง, สถานศึกษาขนาดกลาง ประมาณ 14,700 แห่ง และสถานศึกษาขนาดใหญ่ ประมาณ 300 แห่ง แต่กลุ่มที่น่าจะมีปัญหาคือกลุ่มสถานศึกษาขนาดเล็กที่มีมากถึง 50% ของสถานศึกษาทั่วประเทศ เนื่องจากกลุ่มนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ (เรียนกับครูตู้)อย่างมีประสิทธิภาพได้ และหากจำแนกลึกลงไปพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสานมากถึง 48% รองลงมาคือภาคเหนือ 24% ภาคกลาง 17% และภาคใต้ 11% กลายเป็นความกังวลว่า ระบบการเรียนออนไลน์ที่ไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ของประเทศไทยเช่นนี้ จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทยหรือไม่ ไปติดตามจากทีมข่าวชั่วโมงสืบสวนไม่เพียงเเต่สถานศึกษาในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เพราะนับตั้งแต่เชื้อไวรัสเริ่มระบาดในประเทศจีนปลายปีที่แล้ว องค์กรยูเนสโก้รายงานว่า รัฐบาลทั่วโลกสั่งปิดสถานศึกษาทั้งประเทศแล้ว 191 ประเทศ ทำให้นักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 1,500 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้เรียนทั้งหมด

ส่วนในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศปิดเรียนมาตั้งเเต่ต้นเดือนเมษายน ขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เลื่อนวันเปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 ออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

เมื่อโจทย์การสอนรูปแบบใหม่ ต้องสอดรับกับมาตรการป้องกันการเเพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันไม่ให้นักเรียนได้รับผลกระทบจากรูปแบบการเรียนที่เปลี่ยนไป ฉะนั้นการเรียนออนไลน์ ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกทางรอดที่ดีที่สุดในตอนนี้
นักวิจัย ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำการสำรวจความคิดเห็นครู 678 คน จากโรงเรียน 67 จังหวัดทั่วประเทศพบว่า มีนักเรียนมากกว่าครึ่ง ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ได้ เนื่องจากไม่มีคอมพิวเตอร์มากถึง 66% ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้าน 57% ไม่มีสมาร์ทโฟน 36% ทำให้สัดส่วนคนที่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้มีเพียง 45% เท่านั้น จากข้อมูลชุดนี้ทำให้เกิดความกังวลว่า นี่จะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ในสังคมไทยหรือไม่
หากตัดเรื่องความไม่พร้อมของอุปกรณ์ออกไป อีกสิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือ จะทำอย่างไรให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเรียนออนไลน์ได้ตามตารางที่สพฐ.กำหนด


นี่คือตารางเรียนออนไลน์ ที่สพฐ. กำหนดให้โรงเรียนทั่วประเทศ ยึดเป็นโมเดลจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์เเพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยให้เรียนจากที่บ้าน ผ่านการเรียนรู้ทั้งหมด 4 ช่องทางคือ 1.ทีวีระบบดิจิตอล 2.ทีวี DLTV หรือการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 3.เว็บไซต์ และ 4. แอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพา
เริ่มจากชั้นอนุบาล 1-3 เรียนช่วงเช้า 08.30-11.00 น. จากนั้นในช่วงบ่ายให้ครูออกเยี่ยมบ้านสัปดาห์ละ 1 ครั้ง, ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 เรียนทั้งภาคเช้าและบ่าย 08.30-14.30 น. จากนั้นให้ทบทวนบทเรียนในรูปแบบที่เหมาะสม และให้ครูออกพบปะนักเรียน และรับส่งแฟ้มงานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง, ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เรียนเช้าบ่าย 08.30-14.30 น. จากนั้นให้ทบทวนบทเรียนในรูปแบบที่เหมาะสม ส่วนครูไม่ต้องตรวจเยี่ยมบ้าน และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เรียนเช้าบ่าย 08.30-14.30 น. จากนั้นให้ครูทบทวนบทเรียนด้วยการสื่อสารสองทาง หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม
ส่วนนักเรียนที่อยู่ในชุมชนพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนจัดสถานที่เรียน หากมีความจำเป็นต้องมาโรงเรียน ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มหรือสลับกันมาเรียน นอกจากนี้ครูยังสามารถลงพื้นที่จัดการเรียนการสอนที่บ้านนักเรียนหรือชุมชนได้ เสียงสะท้อนจากครู ที่ต้องเปลี่ยนวิธีการสอนรูปแบบเก่า มาสอนแบบออนไลน์ ซึ่งแทบไม่เคยทำมาก่อนตลอดชีวิตความเป็นครู ครูส่วนใหญ่ยอมรับว่า แทบไม่เคยใช้โซเชียลมีเดียในการสอนออนไลน์ ส่วนความพร้อมก่อนเปิดเทอมในวันที่ 1 ก.ค. มีครูที่มีความพร้อมเพียง 58% เท่านั้น นั่นหมายความว่าอีกครึ่งหนึ่งยังไม่พร้อมไม่เพียงแค่นักเรียนในพื้นที่ชนบทห่างไกล ที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ กับครูตู้  แต่ยังมีบางชุมชนในกรุงเทพมหานคร ที่ต้องเจอกับสภาพปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน และแทบไม่น่าเชื่อว่า พื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ยังมีชุมชนเล็กๆ ที่ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งที่ถูกรายล้อมไปด้วยความเจริญ
"น้องเอเชีย" นักเรียนชั้น ป.2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง สภาพภายในมีเพียงทีวีเก่าๆ และโทรศัพท์มือถือไร้อินเตอร์เน็ต 1 เครื่อง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สามารถใช้ในการเรียนออนไลน์ได้"สันติ สังขะมาน" ผู้ปกครองน้องเอเชีย สะท้อนนโยบายการเรียนออนไลน์ว่า "สวยหรู แต่ตอบโจทย์คนได้เพียงบางกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่ที่นี่"


เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้วที่ "น้องมะนาว" นักเรียนชั้น ม.1 ของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ไม่ได้ไปโรงเรียน และต้องทบทวนตำราอยู่ที่บ้าน เพราะคำสั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ อันเป็นผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แต่ความกังวลใจของเด็กหญิงวัย 13 ปีคนนี้ คือการเรียนออนไลน์ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 18 พ.ค. เพราะเธอยังไม่มีความพร้อมเหมือนเด็กคนอื่นๆ
"จุไรรัตน์ เครือพิมาย" เลขานุการชุมชนเกาะกลาง เขตคลองเตย พาทีมข่าวชั่วโมงสืบสวน เดินสำรวจวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพื่อหาคำตอบว่า อะไรเป็นอุปสรรคที่สกัดกั้นการศึกษาออนไลน์ของเด็กในชุมชนแห่งนี้
สิ่งที่พอจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนขาดโอกาสเรียนรู้ และความต่อเนื่องทางการศึกษา คงหนีไม่พ้นการเเจกอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Tablet หรือ Laptop แต่บทหนักของกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้คือ ยังไม่ทันไรก็มีเสียงต่อต้านจากสังคม เพราะเเนวคิดเช่นนี้เคยมีบทเรียนจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมาแล้ว
กระทรวงศึกษาธิการประเมินว่า หากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย อาจมีการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ต่อเนื่องไปจนถึง 30 เม.ย. ปีหน้า แต่หากสามารถควบคุมโรคระบาดได้ดี คาดว่าโรงเรียนกว่า 80% จะสามารถเปิดเรียนได้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ เพราะสุดท้ายแล้วการเรียนออนไลน์ก็ไม่สามารถแทนที่การเรียนรู้ในห้องเรียนได้