ในห้วงเวลาที่มวลมนุษยชาติ กำลังต่อสู้กับไวรัสร้ายโควิด-19 ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีพาหะตัวร้ายคือมนุษย์ที่นำพาเชื้อไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก  ขณะเดียวกัน  หลายประเทศมีมาตรการหยุดยั้งการแพร่ระบาดคล้ายกัน คือปิดเมือง (Lock Down) และเว้นระยะห่างทางสังคม (Socail Distancing) เพื่อสะกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อที่ติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างง่ายดาย เพียงสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย   

ดูรายการชั่วโมงสืบสวนเพิ่ม  >>  ชั่วโมงสืบสวน | ร่องรอยโรคระบาด ในประวัติศาสตร์มนุษย์ |
ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากการปิดเมืองและเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ประชากรในประเทศได้รับผลกระทบ ทั้งในเเง่การใช้ชีวิต การดำเนินธุรกิจ การทำงาน การเรียน ไปจนถึงภาคสังคมและระบบนโยบายรัฐ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่สร้างความท้าทายต่อมวลมนุษยชาติ มันเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตปกติของผู้คน กลายเป็นความท้าทายที่นำพามนุษย์โลก ก้าวเข้าสู่โลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างที่ใครหลายคนนิยามความปกติในรูปแบบใหม่นี้ว่า "New Normal"
โลกหลังวิกฤติโควิด-19 อาจทำให้บางสิ่งเปลี่ยนไปหรือหายไป และเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้อีก แต่กว่าจะไปถึงจุด "New Normal" มนุษย์ต้องผ่านจุดที่เรียกว่า "New Abnormal" หรือความผิดปกติในรูปแบบใหม่ และต้องปรับตัวอย่างมากจากมาตรการเปิดปิดเมืองตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ


ดูรายการชั่วโมงสืบสวนเพิ่ม  >>  "พลาสม่า" แสงสว่างปลายอุโมงค์ | ชั่วโมงสืบสวน | 19 เม.ย. 63

แต่มีบางธุรกิจที่สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส และขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร้านขายของออนไลน์ และร้านอาหารที่ปรับตัวเป็นแบบเดลิเวอรี่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% ในขณะที่บรรดาห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเริ่มปรับขนาดพื้นที่ให้เล็กลง และหันไปขยายบริการขายสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น เช่นเดียวกับหลายองค์กรใหญ่ก็เริ่มปรับรูปแบบการทำงาน ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านในระยะยาว เพื่อลดต้นทุนค่าประกอบการ ซึ่งดูเหมือนว่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง 
โรคระบาดยังทำให้มนุษย์หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น เป็นที่สร้างโอกาสให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ทั้งหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันตัวจากการสัมผัสใกล้ชิด กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้มันอาจกลายเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับมนุษย์ 
วิกฤติโควิด-19 ทำให้เราได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของ "New Normal" หรือความปกติรูปแบบใหม่ในชีวิตมนุษย์ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ ย่อมมีทั้งวิกฤติและโอกาสเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน 

คำถามคือ แล้วเราจะต้องปรับตัวอย่างไรในยุค "New Normal" วิกฤติโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เห็นได้อย่างชัดเจนคือ รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน หรือ work from home และการเรียนออนไลน์ ซึ่งต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ แต่ผลสำรวจของนักวิจัยที่ระบุว่า มีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ได้ เนื่องจากไม่มีคอมพิวเตอร์มากถึง 66% ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้าน 57% ไม่มีสมาร์ทโฟน 36% ทำให้สัดส่วนคนที่สามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ได้มีเพียง 45% เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วระบบการเรียนออนไลน์ และการ work from home จะตอบโจทย์สังคมไทยในยุค New Normal หรือไม่
ในยุค "New Normal" "ชีวิตวิถีใหม่ บนโลกใบเดิม" ที่มนุษย์กำลังเผชิญในอีก 1 ปีนับจากนี้ และต้องปรับตัวอย่างมากจากมาตรกาควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 

โจทย์ใหญ่ท้าทายภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ คือนโยบายเรียนออนไลน์ เปลี่ยนบ้านเป็นห้องเรียน เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม จนกว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะคลี่คลาย 
แต่ผลสำรวจจากฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่สำรวจความคิดเห็นครู 678 คน จากโรงเรียน 67 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า มีนักเรียนจำนวนมากกว่าครึ่ง ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการเรียนออนไลน์ได้ ส่วนที่เข้าถึงได้มีเพียงมีเพียง 45% เท่านั้น ทำให้เกิดความกังวลว่า นี่จะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ในสังคมไทยหรือไม่ 


คำถามที่น่าสนใจคือ มนุษย์ต้องปรับตัวอย่างไร และมีความพร้อมแค่ไหนในการก้าวสู่วิถีชีวิตใหม่ยุค "New Normal"
ความท้าทายในยุค "New Normal" ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือ รูปแบบการดำเนินชีวิตที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น และระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่มนุษย์ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน นี่จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายภาครัฐว่า จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร