จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ณ ตอนนี้ กระจายไปทั่วโลกเข้าถึงคนทุกวงการ ไม่เว้นคนบันเทิงชื่อดังที่ทำเอาช๊อคทั่วโลก อย่าง ทอม แฮงค์ นักแสดงฮอลลีวูด เป็นนักแสดงอเมริกัน ที่ได้รับรางวัลออสการ์ ถึงสองครั้ง ทอม แฮงค์ เองออกมาเปิดเผยผ่านสื่อออนไลน์ ทั้ง IG และ twiter เมื่อคืนวันพุธที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าเขาและ ริต้า วิลสัน ภรรยาได้ไปหาแพทย์ ที่ออสเตรเลีย โดยผลการตรวจวินิจฉัยออกมา เขาและภรรยาติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 

ซึ่งเรื่องราวครั้งนี้ถูกเปิดเผยขณะที่ ทอม แฮงค์ และภรรยา อยู่ที่เมืองโกลด์โคสต์ รัฐควีนส์แลนด์ ในออสเตรเลียเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง Elvis Presly ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

มีการสันนิฐานเหตุการณ์จากสื่อนอกว่า  ทอม แฮงค์ และภรรยา ได้พักโรงแรม ซึ่งอยู่ในอาคารเดียวกับ นทท.ชายชาวจีน ที่ต่อมาพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนารายแรกในออสเตรเลีย โดยตามประวัติ นักท่องเที่ยวจีนคนนี้เพิ่งกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย  

ซึ่งตอนนี้ ทั้ง 2 คน ก็บอกว่าปฏิบัติตัวตามคำนำของแพทย์ในการกักตัวดูอาการและรักษาอย่างเคร่งครัด และทอม แฮงค์ คือคนบันเทิงคนแรกที่ออกมาเปิดเผนว่าตนเองติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ด้านฝั่งบันเทิงไทยก็มีออกมาเปิดเผยคนแรกได้แก่ "แมทธิว ดีน" นักร้อง พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง สามีของ "ลีเดีย ศรัณย์รัชต์" โดยแจ้งเป็นคลิปวีดีโอโพสทาง IG ว่าตนเองป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 

ส่วนวงการแฟชั่นก็รู้สึกหนาวๆร้อนเมื่อมีการเปิดเผยว่า 2 พี่น้อง ไฮโซของเวียดนาม ที่เข้าร่วมงานแฟชั่นวีคของ Saint Laurent(แซง โลรอง) ที่ปารีส และ Gucci(กุชชี่) ในมิลาน  และยังไปร่วมอิเวนท์ใหญ่ที่ลอนดอน ได้ติดเชื้อไวรัส โควิด -19 ข่าวร้ายของคนเวียดนามก็คือ เมื่อเธอกลับถึงฮานอยแล้ว สองสาวก็ไม่ได้กักตัวแต่อย่างใด กลับไปปรากฏตัวในงานสังคมอีกจนทำให้เธอกลายเป็น ซุปเปอร์สเปรดเดอร์ในเวียดนามทันที

ส่วนสาวสุดแซ่ปอีกหนึ่งคนนามว่า "เทียน เหงียน" ก็เป็นอีกหนึ่งคนในสังคมไฮโซของเวียดนาม ที่เธอศึกษา และ อาศัยที่ ลอนดอนเป็นหลัก และมักจะโผล่ในงานแฟชั่นและหนึ่งในงานที่เธอไปร่วมก็คืองาน "มิลาน แฟชั่น วีค" และเธอยังได้พบปะกับ 2 พี่น้อง ซุปเปอร์สเปรดเดอร์แห่งเวียดนาม ด้วยการถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

แต่หลังจากที่ "เทียน เหงียน" รู้สึกไม่สบายไปหาหมอที่ลอนดอนไม่พบไวรัส ฝั่งครอบครัวเห็นอาการไม่ดีจึงได้ส่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปรับกลับมาเวียดนาม โดยที่มีการดูแลอย่างรัดกุมไม่ให้กระทบผู้คนรอบข้าง จนในที่สุดโรงพยาบาลในโฮจิมินก็ประกาศว่าเธอคือผู้ติดเชื่อคนที่ 32 ของเวียดนาม