นี่คือภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรเวฬุวัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จับกุมตัว นายประพัฒน์ จ่าสอน หนุ่มวัย 21 ปี หลังก่อเหตุขโมยข้าวเปลือกของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านค้อ อำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมกับนำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดที่นายประพัฒน์ลงมือใช้คีมตัดกุญแจยุ้งข้าว ก่อนเข้าไปขโมยข้าวเปลือก จำนวน 12 กระสอบของชาวบ้านรายหนึ่ง และยังพาไปชี้จุดที่ทำการเผากระสอบบรรจุข้าวเปลือกเพื่อทำลายหลักฐาน ก่อนนำกระสอบใบใหม่มาใส่ข้าวเปลือกที่ขโมยได้ไปขายต่อ

สำหรับ ปริมาณข้าวเปลือก 1 กระสอบ มีน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม ราคาซื้อขายจะอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม หากลองคำนวณคร่าวๆ ก็จะได้เงินประมาณ 450 บาทต่อ 1 กระสอบ รวม 12 กระสอบก็ได้ 5 พันกว่าบาทเลยทีเดียว ซึ่งนายประพัฒน์ได้ขโมยข้าวเปลือกไปทั้งหมด 30 กระสอบ รวมแล้วเป็นเงินกว่า 13,500 บาท



นายประพัฒน์ ให้การรับสารภาพว่า เคยก่อเหตุขโมยข้าวเปลือกมาแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุดนำข้าวเปลือกไปขาย 3 กระสอบ ได้เงินมา 800 บาท ส่วนเงินที่ได้จะนำเงินไปซื้อยาบ้าเสพ และเก็บไว้ให้ลูก




คดีนี้แม้ไม่ได้ใหญ่โตซับซ้อนอะไร และตำรวจก็จับกุมผู้กระทำความผิดได้หลังเกิดเหตุไม่นาน (ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามีการเสนอข่าวทางสื่อหลายแขนงเกี่ยวกับโจรขโมยข้าวด้วย ทำให้คดีค่อนข้างเร็ว) แต่ปัญหาที่ "ล่าความจริง" ได้ทราบจากชาวบ้านที่เป็นผู้เสียหายและผู้นำชุมชนก็คือ ช่วงแรกที่ไปแจ้งความกับตำรวจที่โรงพัก ตำรวจกลับไม่ออกเลขคดีให้ แค่รับลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ ทำให้ชาวบ้านร้องเรียนไปยังนักข่าว และเมื่อมีผู้สื่อข่าวติดต่อไปขอรายละเอียด จึงมีการแจ้งไปยังตำรวจว่าจะมีนักข่าวลงพื้นที่ ทำให้ตำรวจเร่งทำงานและจับกุมตัวโจรขโมยข้าวเปลือกได้ในที่สุด ผู้นำชุมชนจึงฝากขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยติดตามนำเสนอข่าว



เรื่องตำรวจไม่รับแจ้งความ หรือรับแค่ลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ แต่ไม่ออกเลขคดี กำลังเป็นปัญหาที่วิจารณ์กันอย่างมากในแวดวงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางตำรวจอาจมีเหตุผลชี้แจงของตนเอง เช่น ยังมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเปิดคดี แต่ปัญหาคือต้องพยายามทำความเข้าใจกับผู้เสียหาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะมิฉะนั้นจะถูกมองในแง่ไม่ดี ซึ่งการไม่รับแจ้งความ เคยมีกรณีอื่นๆ อีกหลายกรณีที่กลายเป็นการ "เป่าคดี" และเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น วิ่งเต้นล้มคดีตามมา เราจึงสะท้อนปัญหาเพื่อให้เกิดความระมัดระวังและรอบคอบในการทำคดี