เหตุระเบิดหน้าป้อม ชรบ. หรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หลังสถานีรถไฟจะนะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อำเภอรอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงนั้น ระเบิดที่เกิดเหตุทำให้มีตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บอีก 3 นาย และมีผู้หญิงบาดเจ็บอีก 2 คน

ส่วน "มอเตอร์ไซค์บอมบ์" ที่ตลาดบ้านบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีชาวบ้านเสียชีวิต 2 ราย เป็นเด็กชายอายุ 14 ปี และอีกคนเป็นผู้หญิง มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 22 ราย มีทั้งทหาร และประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมุสลิม เนื่องจากต้องไปจ่ายกับข้าวหรือซื้ออาหารเพื่อเตรียมลดศีลอดหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยในจำนวนนี้มีเด็กอายุเพียง 2 ขวบรวมอยู่ด้วย

การปล่อยให้คนร้ายลอบวางระเบิดได้ในที่ชุมชน และบริเวณที่ตั้งจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ ทำให้มีการตั้งคำถามถึงช่องโหว่ของมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอด ซึ่งมักเป็นช่วงที่มีสถิติเหตุรุนแรงสูงขึ้นทุกปี

เริ่มจากเหตุระเบิดหลังสถานีรถไฟจะนะ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า คนร้ายฝังระเบิดไว้ในดิน บริเวณหน้าป้อม ชรบ. ซึ่งต้องมี ชรบ.เข้าเวรยามอยู่ตลอด และป้อมก็มีลักษณะคล้ายบังเกอร์ นอกจากนั้นพื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นจุดที่ตำรวจ สภ.จะนะ นำกำลังมาตั้งจุดตรวจเพื่อป้องปรามเหตุร้ายอยู่เป็นประจำ ทำให้มีกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่เจ้าหน้าที่ว่า คนร้ายนำระเบิดไปฝังไว้ได้อย่างไร ฝังเวลาไหน และเหตุใดจึงไม่มีผู้ใดพบเห็น



ส่วนเหตุระเบิดที่ตลาดบ้านบ่อทองนั้น ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นชนิดแสวงเครื่อง ซุกไว้ในรถจักรยานยนต์ ขณะนี้ยังไม่พบแผ่นป้ายทะเบียน จึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นรถที่ไม่ติดป้ายทะเบียน ทำให้น่าสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณตลาด ปล่อยให้รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเข้ามาจอดโดยไม่ตรวจสอบได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของฝ่ายความมั่นคงกำลังสั่งการให้มีการสอบสวน นอกจากนั้นตลาดที่เกิดเหตุยังอยู่ไม่ห่างจากค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ค่ายทหารที่ใหญ่ที่สุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานปัตตานีด้วย

ขณะที่พื้นที่ตลาดสด ตลาดนัด ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่งในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอนจะมีตลาดนัดผุดขึ้นจำนวนมาก และมีประชาชนไปจับจ่ายหาซื้ออาหารมากเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาพื้นที่ตลาดเคยตกเป็นเป้าการก่อเหตุรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง มีการสั่งเพิ่มมาตรการเข้ามาตลอด ถึงขั้นห้ามเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบหรือ "สัญลักษณ์บอกฝ่าย" เข้าไปจ่ายตลาดกันเลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็ยังเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอยู่ดี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เหตุการณ์ประกบยิงทหารพรานเสียชีวิต 2 นายที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส วันเดียวกับที่เกิดเหตุระเบิดหลังสถานีรถไฟจะนะ คนร้ายได้สะกดรอยตามทหารพรานมาจากตลาดต้นไทร อำเภอบาเจาะ เพราะทหารพรานทั้ง 2 นายไปซื้อกับข้าว และกำลังขี่รถจักรยานยนต์ไปอีกตลอดหนึ่ง จึงถูกคนร้ายที่วางแผนดักรออยู่แล้ว จ่อยิงอย่างง่ายดาย

คุณผู้ชมดูแผนที่เกิดเหตุ ทหารพราน 2 นายปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมจุดตรวจ ในอำเภอบาเจาะ เยื้องๆ กลับตลาดต้นไทร จากนั้นได้ออกจากป้อมไปซื้ออาหารที่ตลาด แล้วขี่รถต่อไปอีกตลาดหนึ่ง ทางไปอำเภอไม้แก่น ปรากฏว่าตั้งแต่ออกจากตลาด มีรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยขี่ตามมาห่างๆ และมีรถจักรยายนต์อีกคัน จอดรออยู่ข้างทางที่ทหารพรานจะขี่รถผ่าน คาดว่ารถที่ขี่ตามทหารพราน ทำหน้าที่คอยส่งสัญญาณให้คนร้ายที่จอดรถจักรยานยนต์รออยู่ เมื่อทหารพรานขี่รถผ่าน คนร้ายที่ดักรอก็ชักปืนยิงใส่ถึง 7 นัด ทำให้รถล้มคว่ำ เสียชีวิตทั้งคู่

ล่าสุดฝ่ายทหารสรุปแล้วว่า ผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกับที่ประกบยิงสองแม่ลูกตระกูล "แก่นเรือง" เสียชีวิตในพื้นที่เดียวกันนี้ เมื่อช่วงวันแม่ปี 61 โดยเด็กที่เสียชีวิต เป็นเด็กหญิงอายุแค่ 13 ปี

เหล่านี้คือช่องโหว่ของมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งมีสถิติการก่อเหตุรุนแรงพุ่งสูงทุกปี และมีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่ปีนี้ก็ยังมีเหตุเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก