รายงานข่าวจาก รฟท.ระบุว่า วานนี้ (25 เม.ย.) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ให้ รฟท.ต้องคืนเงินชดเชยกับบริษัทโฮปเวลล์จากการบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงิน 11,888 ล้านบาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี และให้คืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาทที่ออกโดยธนาคารกรุงเทพ ประกอบด้วยเงินที่บริษัทได้ชำระเป็นค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินของ รฟท.ถึงก่อนวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,850 ล้านบาท รวมถึงเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38 ล้านบาท และเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับคดีถึงที่สุด ซึ่งจากการคำนวณแล้วมูลค่าความเสียหายที่จะต้องชดใช้ประมาณ 58,000 ล้านบาท


สหภาพฯ ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเกิดภาวะความตระหนก ตกใจ ไม่ได้แตกต่างจากประชาชนทั่วไป และยังมองถึงสถานะทางการเงินของ รฟท. ที่ขาดทุนสะสมจากนโยบายของรัฐบาลในการให้บริการแก่พี่น้องประชาชน คนยากจนทั่วประเทศคิดเป็น 92% จากผู้โดยสารทั้งหมดจนเกิดภาระหนี้สินสะสมถึงกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงขอแสดงจุดยืนต่อกรณีนี้ คือ ทางสหภาพฯ ไม่ได้คัดค้านการดำเนินการของโครงการโฮปเวลล์ และโครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

ดังนั้นความรับผิดชอบที่จะเกิดขึ้นหลังจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะปล่อยให้ รฟท.รับผิดชอบเพียงลำพังคงไม่เป็นธรรมต่อ รฟท.และพนักงาน ความเสียหายจากคำพิพากษาประมาณ 58,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องหาทางออกว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติน้อยที่สุด และยังมีความเสียหายที่ รฟท. ได้เรียกร้องจากบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จากการสูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการและสูญเสียโอกาสจากการพัฒนาที่ดินเป็นจำนวนเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะใช้เงื่อนไขนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อ รฟท. และประเทศชาติได้อย่างไร