เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อธิบายว่า คุณอภิสิทธิ์วางตัวเองและพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นทางเลือกที่ 3 มานานแล้ว เพราะมองว่าคู่แข่งทั้งสองฝ่ายคือ พรรคพลังประชารัฐและพรรคการเมืองในกลุ่มของพรรคเพื่อไทย ไม่มีฝ่ายไหนได้คะแนนชนะอีกฝ่ายแบบเด็ดขาด เพราะติดเงื่อนไขการเลือกตั้งระบบใหม่แบบ "บัตรเดียว"

ฉะนั้นพรรคการเมืองที่ตรงกลาง และเป็น "ตัวแปร" จะเหลือแค่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย แต่ประชาธิปัตย์เหนือกว่าภูมิใจไทยตรงที่จำนวน ส.ส.มีมากกว่า ฉะนั้นคุณอภิสิทธิ์จึงต้องวางบทบาทตัวเองในการไม่สนับสนุน "บิ๊กตู่" เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด เนื่องจากมีโพลล์ 2 - 3 แห่ง ระบุว่า ยังมีประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจถึงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์


นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น "ตัวแปรที่แท้จริง" โดยยุทธศาสตร์ของพรรค คือพรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล ขาดประชาธิปัตย์ไม่ได้ฉะนั้นประชาธิปัตย์นี่แหละที่จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทยได้อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรประชาธิปัตย์ก็ต้องจับมือกับพลังประชารัฐ กับพรรคเล็กอื่นทุกพรรคเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย นั่นจึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ต่อรองให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯแทน "บิ๊กตู่" ถ้าไม่ยอม การเมืองก็จะติดล็อค ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝ่าย