ตอนนั้น 2 พรรคใหญ่ที่เป็นคู่แข่งสำคัญทางการเมือง คือ พรรคไทยรักไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ ต่างฝ่ายต่างยื่นยุบพรรคซึ่งกันและกัน เรื่องของเรื่องคือมีการเลือกตั้งหลังจากอดีตนายกฯทักษิณยุบสภา เนื่องจากถูกกดดันหนักจากกรณีขายหุ้นไม่จ่ายภาษี แต่พรรคประชาธิปัตย์บอยคอต ไม่ส่งผู้สมัคร ทำให้พรรคไทยรักไทยต้องไปจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครแทน เพื่อให้มีคู่แข่ง หนีเงื่อนไขตามกฎหมายว่า ถ้าเขตไหนมีผู้สมัครพรรคเดียว ต้องได้เสียงเกิน 20% ของผู้มีเสียงเลือกตั้งในเขตนั้น ซึ่งในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงหนาแน่น เมื่อพรรคบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัคร แล้วพรรคไทยรักไทยส่งอยู่พรรคเดียว ก็อาจได้เสียงต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ได้ เหตุนี้จึงต้องไปจ้างพรรคเล็กให้ช่วยส่งผู้สมัครมาลงแข่งแบบปลอมๆ

เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ และมีหลักฐานการนัดจ่ายเงิน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยื่นยุบพรรคไทยรักไทย ฝ่ายพรรคไทยรักไทยก็ยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าใส่ร้ายป้ายสี แต่สุดท้ายตุลาการรัฐธรรมนูญ (อ่านแบบนี้เลยนะครับ เพราะตอนนั้นเป็นชุดพิเศษ) มีคำพิพากษาให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 111 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์รอด

ผลจากการต่อสู้ด้วยการยื่นยุบพรรคกันในครั้งนั้น ได้ทำให้เกิดบาดแผลทางการเมืองระหว่าง 2 พรรคใหญ่ และการยุบพรรคได้ถูกใช้เป็นอาวุธเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองอีกหลายครั้ง เช่นการยุบพรรคขนาดกลางหลายพรรคเมื่อปี 51 เช่น พรรคชาติไทย จนปิดฉากพรรคการเมืองเก่าแก่อันดับ 2 ของประเทศ ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาล่าสุดในปี 62 มีคดียุบพรรคไทยรักษาชาติเกิดขึ้นอีก ด้วยข้อหากระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ซึ่งก็เป็นข้อหาเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยเคยโดน และถูกยุบมาแล้ว