จังหวัดพะเยา ถือเป็น "พื้นที่ไข่แดง"ในภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย ทุกครั้งที่มีการต่อสู้ทางการเมือง จะมี "คนเสื้อแดงพะเยา"ยาตราทัพเข้ากรุงโชว์พลังปกป้อง "รัฐบาลชินวัตร" อย่างอาจหาญ หลายคนจึงเชื่อว่าถ้าไม่มีการรัฐประหารของคสช. เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า ส.ส.พะเยาทั้ง 3 คน 3 เขตต้องเป็นของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

แต่สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ต้องบอกว่าเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน เพราะหนึ่งในหัวหมู่ทะลวงฟันอย่าง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ"ผู้กองมนัส" ได้เลือกทางเดินของตัวเอง ประกาศจุดยืนยุติความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ แถมหันไปสวมเสื้อ "พลังประชารัฐ"รับงานใหญ่คุมการเลือกตั้ง ส.ส.ภาคเหนือของพรรคทั้งหมด

ชื่อชั้นของ "ผู้กองมนัส"บวกกับอำนาจบารมีในพื้นที่จังหวัดพะเยา ต้องบอกว่าไม่เป็นสองรองใคร ด้วยบุคลิกยิ้มง่าย มือไม้อ่อน ใจถึงพึ่งได้ พบง่าย...และจ่ายคล่อง จึงเป็นพ่อพระในดวงใจของชาวอปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ รวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและอาสาสมัครอื่นๆ เกือบทุกองค์กร แถมยังเข้าไปครองหัวใจของชาวบ้านร้านตลาดได้อย่างสนิทแนบแน่นด้วยสไตล์"พี่มีแต่ให้" ฉะนั้นหากจะเทียบตัวบุคคลกันแบบ "ปอนด์ต่อปอนด์"ไม่เกี่ยวกับเรื่องพรรค นาทีนี้ "ผู้กองมนัส" เหนือกว่าอดีตส.ส.พะเยาทั้ง 3 คน อย่างไร้ข้อโต้แย้ง


การที่เจ้าตัวกล้าประกาศตรงๆ เสียงดังๆ แบบชัดถ้อยชัดคำว่าจะกวาดที่นั่ง ส.ส.พะเยาทั้ง 3 เขตโดยไม่เกรงใจเจ้าของพื้นที่เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยย่อมเป็นการส่งสัญญาณความมั่นใจแบบเต็มร้อย


และทันทีที่ประกาศชัดเจนว่าจะลง ส.ส.พะเยา เขต 1 เพื่อชิงเก้าอี้จาก"เจ๊หน่อง" อรุณี ชำนาญยา อดีต ส.ส.จากค่ายเพื่อไทย ก็มีพลัง อสม.หรืออาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน จากเขตอำเภอเมืองพะเยา และอำเภอแม่ใจหอบลูกจูงหลานมาให้กำลังใจเป็นปฐมฤกษ์กว่า 1,000 คน ว่ากันว่าหากไม่ติดขัดข้อกฎหมาย ยังจะมีกองกำลัง อปท. กองกำลังราชสีห์และกองกำลัง อส.ตบเท้าสนับสนุนเรือนหมื่น

บารมีขนาดนี้ อดีต ส.ส.อรุณี ไม่มีแน่นอน ว่ากันว่าแชมป์เก่ากำลังอยู่ในอาการร้อนๆ หนาวๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะหากจะเอาชนะ "ผู้กองมนัส" มีเพียงทางเดียวคือต้องขี่กระแสไม่เอาทหารของเพื่อไทยเท่านั้น


หันไปดูเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอจุน อำเภอเชียงคำ และอำเภอภูซาง เขตนี้มี "เสี่ยมี่" วิสุทธิ์ ไชยณรุณ แห่งพรรคเพื่อไทย เป็นดั่ง"เสือเจ้าถิ่น" มาโดยตลอด เรียกว่าลงสมัครครั้งไหนก็ "นอนมา"แทบไม่ต้องหาเสียง งานนี้ "ผู้กองมนัส" จึงแก้เกมด้วยกาหาคนมากบารมีที่จะพอจะสู้ได้แบบพอฟัดพอเหวี่ยงมาลงสู้ศึก ก็คือ เลือดไทย วงศ์ใหญ่ อดีตท้องถิ่นจังหวัดพะเยา ผู้คร่ำหวอดงานอทป.มาค่อนชีวิต จึงมีทั้งบู๊และบุ๋น แต่ถึงวินาทีนี้เจ้าตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้


แม้ชื่อชั้นของ เลือดไทย ยังห่างกับ วิสุทธิ์ อยู่หลายขุม แต่ด้วยความสดใหม่ไร้แผล เคยดูแล อปท.ทั้งจังหวัด ประกอบกับแรงส่งของ"ผู้กองมนัส" กับกลุ่มที่ไม่นิยมความรุนแรงและกองกำลังในและนอกเครื่องแบบ ก็เชื่อว่าเขตนี้มีลุ้นถึงฎีกา

เขต 3 อำเภอภูกามยาว ดอกคำใต้ เชียงม่วน และ อำเภอปง เจ้าของพื้นที่เดิมคือ "ดอกเตอร์แดง" ไพโรจน์ ตันบรรจงจากพรรคเพื่อไทยเช่นกัน เขต 3 ถือเป็นพื้นที่เปราะบางมากที่สุด เนื่องจาก"ดอกเตอร์แดง" ถือเป็น ส.ส.ที่ถูกโดดเดี่ยว เพราะอดีต ส.ส.อีก 2เขตไม่ค่อยอยากไปอยู่ร่วมในงานเดียวกัน แม้จะสังกัดพรรคเดียวกันก็เถอะ หนำซ้ำยังเป็นผู้แทนที่ชาวบ้านไม่คุ้นหน้า ไม่ค่อยอยู่พื้นที่ เพราะมีธุรกิจที่ต้องดูแลเลยอาจจะลืมดูแลชาวบ้านไปบ้าง

เขตนี้ "ผู้กองมนัส" ตัดสินใจส่งมือขวาน้องรักอย่าง"เสี่ยยุ้ย" จิรเดช ศรีวิราช นายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ขวัญใจคนดอกคำใต้และนักเลงพระทั่วประเทศ ลงชิงเก้าอี้กับ "ดอกเตอร์แดง" โดย "เสี่ยยุ้ย" มีสไตล์การทำงานแบบเดียวกับ "ลูกพี่"คือใจถึงพึ่งได้ ประเภทที่ไหนเดือดร้อนจะไปถึงชาวบ้านก่อนลูกน้องเสมอ

ที่สำคัญ "เสี่ยยุ้ย" เคยเดินตาม "ไพรัตน์ตันบรรจง" อดีตนายก อบจ.พะเยา และสนิทกับ "ดอกเตอร์แดง"จึงรู้ปัญหาของชาวบ้านในเขต 3 และรู้จุดอ่อนของคู่แข่งคนสำคัญเป็นอย่างดีจึงฟันธงได้เลยว่าหากกระแสไม่เอาทหารไม่แรงพอ เขตนี้เพื่อไทยมีสิทธิ์เสียเก้าอี้ ส.ส.ให้"ผู้กองมนัส"

เส้นทางการ "เจาะไข่แดง" ที่จังหวัดพะเยาแม้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่ก็ไม่ได้ยากถึงขนาดต้องเดินลุยเหล็กแหลมหรือแก้วที่บาดคม ตราบใดที่บัตรใบสุดท้ายในหีบเลือกตั้งยังนับไม่หมด "ผู้กองมนัส"ก็ยังมีสิทธิ์ลุ้น งานนี้...พี่จึงมีแต่ได้...เท่านั้น

ทีมข่าวพะเยาเนชั่นทีวี รายงาน