เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการแชร์ข้อมูลในไลน์เกี่ยวกับเรื่อง "พ.ร.บ.เดียว (กรรมการ) เสียวทั้งประเทศ" โดยบอกว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องรับผิดโดยทันทีหมดสิทธิ์แก้ตัว และถ้ากรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องทำแล้วไม่ทำตามหน้าที่นั้นต้องรับผิดร่วมกันทั้งหมด แถมยังบอกว่าถ้าเป็นกรรมการต้องคิดให้ดีและควรมีนักกฎหมายเก่ง ๆ ไว้ข้างตัว

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

ความจริงแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 ("พ.ร.บ. ความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล") ซึ่งกฎหมายนี้ได้แก้ไขกฎหมายความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคลให้เป็นประโยชน์ต่อผู้แทนนิติบุคคลมากกว่ากฎหมายเดิมหลาย ๆ ฉบับ โดยมีผลบังคับตั้งแต่12 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป
ในฐานะที่ผมเป็นผู้บรรยายกฎหมายความรับผิดชอบทางกฎหมายของกรรมการแก่บรรดากรรมการที่ผ่านการอบรมของสถาบันกรรมการไทยหรือ IOD มาเป็นเวลานานกว่า 200 รุ่น และหลักสูตรกรรมการภาครัฐ (PDI) ของสถาบันพระปกเกล้ามาหลายรุ่น จึงอยากจะเขียนคำอธิบาย ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรรมการและผู้บริหารได้รับทราบความเห็นที่ถูกต้องของกฎหมายดังกล่าวก่อนจะมีการเข้าใจผิดกันไปใหญ่
หลักเกณฑ์ฟ้องร้อง: การดำเนินคดีอาญาต่อนิติบุคคล
เมื่อกล่าวถึงความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายเกี่ยวกับหลักกฎหมายอาญาและหลักความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคลเพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้นก่อน
โดยทั่วไปหากนิติบุคคลกระทำผิดกฎหมาย ก็จะมีการฟ้องคดีนิติบุคคล รวมทั้งจะมีการฟ้องกรรมการผู้มีอำนาจและกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นตัวการ ซึ่งแต่เดิมนั้นตำรวจหรืออัยการมักจะฟ้องปรับกรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลรวมทุกคน หรือจะมีการออกหมายเรียกไปยังกรรมการและผู้แทนนิติบุคคลเพื่อทำการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาคดี ซึ่งในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดและต้องรับโทษจำคุก กรรมการอาจต้องรับผิดและติดคุกในฐานะที่เป็นตัวการ เนื่องจากตัวนิติบุคคลเองไม่สามารถถูกจำคุกได้
นอกจากนี้ กฎหมายอาญามีหลักที่สำคัญคือ หลักสันนิษฐานความเป็นผู้บริสุทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดี (presumption of innocence) โดยการจะพิจารณาว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิดและรับโทษทางอาญานั้นต้องมีการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ถูกฟ้องนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ให้ศาลปราศจากความสงสัยว่าบุคคลนั้นมีความผิดตามที่ฟ้องจริง (beyond reasonable doubt) เนื่องจากการลงโทษตามกฎหมายอาญาเป็นการลงโทษที่กระทบสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำคุก ประหารชีวิต หรือแม้กระทั่งการปรับ การปฏิบัติกับผู้ถูกฟ้องเยี่ยงผู้กระทำความผิดโดยยังไม่แน่ใจว่าเขาได้กระทำความผิดนั้นลงจริงหรือไม่จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและจะทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเกินควร โดยประเทศไทยก็ได้รับรองสิทธิดังกล่าวไว้ในมาตรา 39 วรรค 2 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 29 วรรค 2 แห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2559 และมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนนิติบุคคลมีความรับผิดทางอาญาได้ทั้งการรับผิดโดยตรง และรับผิดร่วมกับนิติบุคคล ซึ่งการที่ผู้แทนนิติบุคคลต้องรับผิดทางอาญาโดยตรงนั้นมักจะเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้ให้ผู้แทนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติแต่กลับไม่ปฏิบัติตาม ในกรณีความรับผิดทางแพ่ง หากกรรมการของบริษัทไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อบังคับ มติที่ประชุมคณะกรรมการ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายตามกฎหมายแล้ว กรรมการก็ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว
หลักการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนนิติบุคคลรับผิดทางอาญาร่วมกับนิติบุคคลนั้น กฎหมายของไทยแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
1.ผู้แทนนิติบุคคลมีความรับผิดเด็ดขาด (ผู้แทนนิติบุคคลต้องรับผิดเสมอเมื่อนิติบุคคลนั้นกระทำความผิด พิสูจน์เป็นอย่างอื่นไม่ได้) เช่น มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 (ฉบับแรกและฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2525)
กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลรับผิดเด็ดขาดกฎหมายจะบัญญัติในลักษณะมีดังนี้
มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) บัญญัติว่า
"ในกรณีที่บริษัทจำกัดใดกระทำความผิดตามมาตรา 7 ถึงมาตรา 24 กรรมการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท"
ซึ่งมีผลให้กรรมการหรือบุคคลผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นต้องรับผิดทันทีเมื่อนิติบุคคลได้กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้
สำหรับความรับผิดเด็ดขาดนี้มีข้อสังเกตว่ามักพบในกฎหมายที่ตราขึ้นช่วงก่อนปี 2500 จนถึงประมาณปี 2510
2.ผู้แทนนิติบุคคลรับผิดร่วมกับนิติบุคคลโดยข้อสันนิษฐาน (ผู้แทนนิติบุคคลมีภาระหน้าที่ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน) เช่น มาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 132 และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลร่วมรับผิดกับนิติบุคคลโดยข้อสันนิษฐานกฎหมายจะบัญญัติในลักษณะดังนี้
"ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล กรรมการหรือผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น"
การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้แทนนิติบุคคลนั้นต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลเสมอ ยกเว้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่มีความผิดนั้นเป็นการยกภาระการพิสูจน์ให้กับกรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลซึ่งเป็นเรื่องยากและเป็นการสร้างภาระให้กับกรรมการเป็นอย่างมาก ทั้งยังขัดกับหลักกฏหมายอาญาที่โจทก์ต้องเป็นผู้มีหน้าที่นำสืบจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด
สำหรับความรับผิดโดยข้อสันนิษฐานและให้ผู้แทนนิติบุคคลมีภาระหน้าที่ในการพิสูจน์นั้นมีข้อสังเกตว่ามักพบในกฎหมายที่ตราขึ้นหรือแก้ไขเพิ่มเติมตั้งแต่ประมาณช่วงปี 2520 เป็นต้นไปจนประมาณปี 25503.ผู้แทนนิติบุคคลรับผิดร่วมกับนิติบุคคลโดยต้องมีการพิสูจน์ว่าผู้แทนนิติบุคคลทำผิด (โจทก์มีภาระหน้าที่ในพิสูจน์ว่าผู้แทนนิติบุคคลต้องรับผิด) ซึ่งเป็นหลักทั่วไปและเป็นหลักที่ถูกต้อง เช่น มาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 16 วรรค 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. 2556 มาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 มาตรา 300 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดปี 2559) และพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่แก้ไขโดยพ.ร.บ. ความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล
สำหรับความรับผิดโดยประเภทนี้มีข้อสังเกตว่ามักพบในกฎหมายที่ตราขึ้นหรือแก้ไขเพิ่มเติมตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
ความจริงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของกรรมการในกฎหมายแต่ละฉบับก่อนหน้าที่จะมีการออกพ.ร.บ. ความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล ที่ทำให้กรรมการต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลทันที หรือต้องรับผิดเว้นแต่กรรมการหรือ ผู้แทนนิติบุคคลต้องพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้มีส่วนร่วม และต้องมีภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอีกต่างหากนั้นมีจำนวนหลายฉบับโดยรวม ๆ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: พัฒนาการความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล
ในปี พ.ศ. 2555 ได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อกรรมการตามพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่บัญญัติให้กรรมการต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคลโดยจำเลยได้ต่อสู้ว่าข้อสันนิษฐานว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบความรับผิดของจำเลย และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันกับ พระราชบัญญัติฉบับอื่นที่มีบทบัญญัติเช่นดียวกับพระราชบัญญัติขายตรงฯ อาทิ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลผูกพันแค่เพียงพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยดังที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ไม่ได้ผูกพันกฎหมายฉบับอื่นที่มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกัน จึงได้มีการผลักดันให้เกิดร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคลขึ้น เพื่อแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่มีจำนวน 76 ฉบับ แทนที่จะต้องแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายทีละฉบับซึ่งจะเสียเวลามาก
ทั้งนี้ข้อความใน กฎหมาย 76 ฉบับดังกล่าว จะถูกแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขความรับผิดของผู้แทนนิติบุคคลให้มีลักษณะดังนี้ (โดยอาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับกฎหมายแต่ละฉบับแต่ทั้งหมดมีหลักการเดียวกัน)
"ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย"
บทบัญญัติข้างต้นหมายความว่าผู้แทนนิติบุคคลจะต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลเฉพาะกรณีที่
1.การกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำการของกรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคล หรือ
2.กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการแต่กลับไม่สั่งการหรือไม่กระทำการ จนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด
หลักข้างต้นหมายความว่า กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลที่เป็นผู้สั่งการหรือกระทำการ หรือเป็นผู้มีหน้าที่แต่ไม่สั่งการหรือกระทำการตามหน้าที่เท่านั้นจึงจะเป็นผู้ต้องรับผิด ไม่ใช่กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลทุกคนจะถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีที่นิติบุคคลกระทำความผิด และหากมีการฟ้องร้องกรรมการให้รับผิดทางอาญา โจทก์จะมีหน้าที่ต้องนำสืบว่าผู้แทนนิติบุคคลนั้นเป็นผู้สั่งการ หรือมีหน้าที่แต่ไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจึงจะมีความผิดตามกฏหมายนั้น ๆ ไม่ใช่ให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องมารับภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้อง
กฎหมายฉบับนี้จึงถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีกับกรรมการเพราะเป็นการจำกัดความรับผิดของผู้แทนนิติบุคคลไม่ให้ต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลทุกกรณี ที่สำคัญก็จะสอดคล้องกับหลักกฎหมายอาญาที่ต้องสันนิษฐานว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนด้วย
คำแนะนำสำหรับกรรมการและผู้แทนนิติบุคคล
ผมอยากให้คำแนะนำสำหรับกรรมการและผู้แทนนิติบุคคลทุกท่านให้จัดให้บริษัทมีแนวทางพึงปฏิบัติตามดังนี้เพื่อและจะเป็นประโยชน์แก่ตัวกรรมการดังนี้
1.นิติบุคคลควรมีระเบียบภายในที่ชัดเจนว่าการดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ รวมถึงพ.ร.บ. ความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล ด้วย โดยควรระบุไว้ในระเบียบภายในและรายงานการประชุมด้วยว่าคณะกรรมการและผู้แทนนิติบุคคลถือเป็นหลักการสำคัญที่จะไม่สั่งการหรือกระทำการ หรือละเว้นในการสั่งการหรือในการกระทำการใด ๆ ที่อาจจะเป็นเหตุให้นิติบุคคลมีการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ หรือต่อจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ อาทิ เช่น ระเบียบภายในเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการผลิตสินค้าและบริการมีวิธีการตรวจสอบ เพื่อเป็นหลักฐานว่านิติบุคคลและกรรมการนั้นไม่มีการส่งเสริมให้กรรมการและผู้แทนนิติบุคคลกระทำผิดกฎหมายและระเบียบ ระเบียบนี้ก็เป็นข้อต่อสู้ของกรรมการได้หากผู้บริหารคนอื่นไปทำผิดกฎหมายเองโดยตนเองไม่ได้รับรู้ด้วย
2.นิติบุคคลควรมีระเบียบภายในแบ่งแยกหน้าที่ภายในบริษัทให้ชัดเจนทั้งกรรมการและผู้บริหารว่าผู้ใดมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านใดบ้าง เช่น กรรมการใดอาจรับผิดชอบในด้านความปลอดภัย และกรรมการบางส่วนอาจรับผิดชอบในด้านการผลิต โดยการกำหนดแบ่งแยกหน้าที่ให้ชัดเจนนั้น จะเป็นการลดความเสี่ยงให้กับกรรมการและผู้แทนนิติบุคคลท่านอื่นที่ไม่มีหน้าที่ให้ไม่ต้องมาร่วมรับผิดทางอาญากับนิติบุคคลหากเกิดความรับผิดขึ้นจากการกระทำของนิติบุคคล
3.กรรมการและผู้แทนนิติบุคคลควรจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริต รักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคลและผู้ถือหุ้นทุกคนได้เท่าเทียมกัน ปฏิบัติตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและมติกรรมการอยู่เสมอ
4.นอกจากนี้ การตัดสินใจของกรรมการและผู้แทนนิติบุคคล ควรตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูล และข้อกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการตัดสินใจและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท ตามหลักการตัดสินใจทางธุรกิจ (Business Judgment Rule) ตามมาตรา 89/7 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จึงต้องมีการบันทึกลงในรายงานการประชุมกรรมการในการตัดสินใจเรื่องใด ๆ เสมอว่า คณะกรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลนั้นได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูล และข้อกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมเพราะรายงานการประชุมจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการต่อสู้คดี
ในบางกรณีกรรมการอาจมีความรับผิดทางอาญาที่กฎหมายกำหนดว่าต้องมีเจตนาพิเศษตามกฎหมายอาญาบางประเภท เช่นมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 การต่อสู้เรื่องเจตนาพิเศษที่ถูกต้องว่าการกระทำของกรรมการได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หากกรรมการได้ใช้ดุลพินิจอย่างถูกต้อง ไม่ว่าเรื่องการตัดสินใจภายใต้อำนาจที่มีอยู่ หรือเข้าใจผิดว่ามีอำนาจและรวมทั้งการใช้ดุลพินิจสมเหตุสมผล หากกรรมการมีการใช้หลักการตัดสินใจทางธุรกิจ (Business Judgment Rule) ก็น่าจะเป็นภูมิคุ้มกันกรรมการให้หลุดพ้นจากความรับผิดทางอาญาในความรับผิดที่ต้องการเจตนาพิเศษ
โดยสรุปแล้วกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ช่วยกรรมการลดความเสี่ยงในความรับผิดทางอาญาได้ดีกว่ากฎหมายเดิมมาก ถ้าทุกท่านสามารถปฏิบัติตามข้อเสนอแนะข้างต้นได้ ความรับผิดชอบทางอาญาของกรรมการก็จะลดน้อยลง ซึ่งท่านที่เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทและบริหารกิจการอย่างมีธรรมาภิบาลไม่ต้องกลัวความรับผิดทางอาญาจนเกินเหตุ.