"ยูโร 2020" นับจากนี้...ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้

จบไปแล้วสำหรับการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป "ยูโร 2020" ก่อนจะเข้าสู่การแข่งรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งหลังจากนี้จะแข่งกันแบบ "น็อกเอาต์" จนจบทัวร์นาเม้นท์

สำหรับ 16 ทีมที่ฝ่าด่านเข้าสู่รอบนี้ ประกอบไปด้วย ออสเตรีย, เบลเยียม, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ยูเครน และ เวลส์

ในจำนวนนี้ มีทีมที่เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้ว 8 ทีม คือ สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส และสเปน ซึ่งทั้งหมดนี้มีหลายทีมที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม และมีโอกาสที่จะคว้าถ้วยแชมป์กลับประเทศได้อีกครั้ง ส่วนอีก 8 ทีมที่ยังไม่เคยสัมผัสแชมป์มาก่อนก็ยังมีโอกาสเช่นกัน เพราะนับจากนี้ทุกทีมจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว อาจมีเซอร์ไพรส์ได้ทุกเกม

สำหรับการประกบคู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มีดังนี้

  • เวลส์ พบ เดนมาร์ก วันที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลา 23.00 น.
  • อิตาลี พบ ออสเตรีย วันที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลา 02.00 น.
  • เนเธอร์แลนด์ พบ สาธารณรัฐเช็ก วันที่ 27 มิถุนายน 2564 เวลา 23.00 น.
  • เบลเยียม พบ โปรตุเกส วันที่ 27 มิถุนายน 2564 เวลา 02.00 น.
  • โครเอเชีย พบ สเปน 28 มิถุนายน 2564 เวลา 23.00 น.
  • ฝรั่งเศส พบ สวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 02.00 น.
  • อังกฤษ พบ เยอรมนี วันที่ 29 มิถุนายน 2564 เวลา 23.00 น.
  • สวีเดน พบ ยูเครน วันที่ 29 มิถุนายน 2564 เวลา 02.00 น.
  • "ยูโร 2020" นับจากนี้...ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้


    ดูจากโปรแกรมทั้งหมด คู่ที่ถือเป็นไฮไลท์ของรอบนี้เห็นจะหนีไม่พ้น "สิงโตคำราม" อังกฤษ ที่จะพบกับ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี ซึ่งนับเป็นการเจอกันครั้งที่ 8 แล้วเมื่อนับเฉพาะในรายการระดับเมเจอร์อย่างฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโร

    โดยสถิติที่ผ่านมา "อินทรีเหล็ก" เหนือกว่าชัดเจน เมื่อเก็บชัยชนะได้ถึง 6 ครั้ง ขณะที่ "สิงโตคำราม" ชนะแค่ครั้งเดียวคือในศึกฟุตบอลโลก 1966 รอบชิงชนะเลิศ ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ และนั่นคือแชมป์ครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเขา ส่วนครั้งล่าสุดที่ทั้งคู่เจอกันในรายการใหญ่ก็คือในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ เยอรมนี ถล่มขาดลอย 4-1

    หากดูจากการแบ่งสายการแข่งขัน คู่ระหว่างอังกฤษ-เยอรมนี ยิ่งมีความหมายขึ้นไปอีก เพราะพวกเขาคือสองทีมที่มีชื่อชั้นเหนือกว่าทีมอื่นอย่างสวีเดน, ยูเครน, เนเธอร์แลนด์, เช็ก, เวลส์ และเดนมาร์ก ซึ่งนั่นหมายความว่าหากฝ่ายใดคว้าชัยในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ก็มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ

    ส่วนอีกสายถือว่าหนักกว่ากันเยอะ เพราะมีทั้งทีมดังอย่าง เบลเยียม, โปรตุเกส, ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน ไปรวมอยู่ในสายเดียวกัน อีกทั้งยังมีทีมดีกรีรองแชมป์โลกอย่าง โครเอเชีย รวมอยู่ด้วยอีก เรียกว่ากว่าที่ทีมใดในสายนี้จะทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ก็น่าจะสะบักสะบอมไม่น้อย

    อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ที่แน่ๆคือ ความมันส์ที่แท้จริง จะเริ่มขึ้น นับจากคืนวันเสาร์นี้เป็นต้นไป

    "ยูโร 2020" นับจากนี้...ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้