ศบค.-สธ.-รัฐบาล ปัดพัลวันไร้คำอธิบายโยนกลองจังหวัด ตอบไม่ได้ 7 กลุ่มเสี่ยงโดนเท จี้ถามวัคซีนหายไปไหน

ศบค.-สธ.-รัฐบาล ปัดพัลวันไร้คำอธิบายโยนกลองจังหวัด รพ.พื้นที่แจงเลื่อนฉีดวัคซีน บ่ายเบี่ยงอ้างฉีดแล้ว 6 ล้านโดส แต่ตอบไม่ได้ทำไม 7 กลุ่มเสี่ยงจึงถูกเท ขณะที่ผู้ลงทะเบียน"หมอพร้อม"จี้ตอบชัดๆ วัคซีนหายไปไหน พวกเขาผิดอะไร

หลังจากที่รัฐบาลเริ่มปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายโรงพยาบาล โดยหน่วยงานภาครัฐระดมฉีดให้กับประชาชน แต่จนถึงเวลานี้ปรากฎว่าหลายโรงพยาบาลออกมาประกาศเลื่อนฉีดวัคซีนให้ผู้ที่ลงทะเบียน ผ่านหมอพร้อม ระหว่างวันที 14 20 มิ.ย. 64 โดยอ้างว่าไม่ได้รับจัดสรรวัคซีนจากภาครัฐ ทำให้โรงพยาบาลบางแห่งขึ้นภาพกราฟฟิกแจ้งประชาชนไปถามรัฐมนตรีสาธารณสุขเอาเองถึงปัญหาดังกล่าว

ล่าสุด !! นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องการจัดสรรวัคซีนของแต่ละพื้นที่นั้นเป็นหน้าที่ของทางพื้นที่หรือจังหวัดนั้นๆจะพิจารณาหารือกันถึงแนวทางปฏิบัติ โดยที่รัฐมนตรีและส่วนกลาง จะไม่เข้าไปมีบทบาท เพราะต้องการให้มีอิสระในการตัดสินใจ รัฐมนตรีมีหน้าที่ดูแลกำกับนโยบาย เช่นเดียวกับ กทม. เมื่อจัดสรรให้แล้ว กทม.ก็ไปกำหนดเป้าหมายย่อย หลักๆคือผู้สูงอายุ และ ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และกลุ่มเป้าหมายอื่นที่มีความสำคัญของแต่ละพื้นที่

สำหรับเรื่องแผนการฉัดวัคซีนระดับนโยบายของประเทศ ซึ่งให้บริการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านการสาธารณสุข บุคลากรด่านหน้า ผู้ดูแลผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ อสม. และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วย ขณะที่เมื่อถึงเดือนมิถุนายนขยับเป้าออกมาเป็นการให้บริการกับผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

เมื่อทางกระทรวงได้รับนโยบายจากทางรัฐบาลและทาง ศบค.เห็นชอบแล้วกรมควบคุมโรคจะส่งมอบวัคซีนให้กลุ่มต่างตามที่ได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ล่วงหน้า ซึ่งทาง กทม.ก็ได้รับวัคซีนไปแล้ว เช่นเดียวกับจังหวัดต่างๆ การบริหารจัดการวัคซีน กระจายวัคซีน จำนวนฉีดต่อวัน ต้องวางแผนอย่างดี กระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่รับผิดชอบทั่วประเทศก็ไม่เห็นมีใครมีปัญหาในลักษณะนี้ ไม่ใช่ว่าได้มาเท่าไหร่ก็กระจายแบบไม่วางแผน

ดังนั้น จึงขอความกรุณาอย่าบอกว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ทำอะไร กระทรวงสาธารณสุขหาวัคซีนทั้งหมดก็กระจายไปตามคำสั่งของศบค.หมดแล้ว ตามเวลาที่กำหนดไว้ ถ้ากระทรวงสาธารณสุขเป็นคนวางแผนเอง เป็นคนบริหารจัดการให้ฉีดเอง ค่อยมาโทษกระทรวงสาธารณสุขแต่ไม่มีบทบาทจัดสรรในพื้นที่

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ชี้แจง การเลื่อนฉีดวัคซีนในแต่ละพื้นที่ ว่า กรมควบคุมโรค กระจายวัคซีนตามคำสั่งของ ศบค. หลังจากนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพฯ เป็นผู้บริหารจำนวนวัคซีนนั้น ส่วนที่โรงพยาบาลในพื้นที่ กทม. เลื่อนฉีดเพราะไม่ได้รับวัคซีน จะต้องไปสอบถามข้อมูลจากสำนักอนามัยกรุงเทพฯ ว่าจัดสรรไปในแต่ละแห่งอย่างไรบ้าง

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เริ่มนโยบายการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบปูพรมทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2664 เป็นต้นมานั้น ในช่วงวันที่ 7-12 มิ.ย 2564 ที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีนทั่วประเทศจำนวน 1,865,190 โดส และตั้งแต่วันที่ 28 กพ. - 12 มิ.ย. 2564 มีการฉีดสะสมแล้วรวมทั้งสิ้น 6,081,242 โดส แยกเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 4,456,786 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 1,624,456 ราย ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมียอดการฉีดวัคซีนโควิด-19 สะสมเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน และเป็นไปตามเป้าหมายของแผนการฉีดวัคซีนสำหรับประชากรไทยในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากทุกหน่วยงานภาครัฐบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามชาวบ้านชัดๆ ว่าวัคซีนหายไปไหน โดยเฉพาะคำถามของประชาชนกลุ่มเสี่ยงสูง 7โรค และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงกลุ่มที่ 2 รองจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยรัฐบาลประกาศให้ลงทะเบียนหมอพร้อมตั้งแต่ 1พ.ค. เป็นต้นมา เพื่อจะเร่งจัดสรรวัคซีนให้ได้ฉีดกันทันในเดือนมิถุนายน คนเหล่านี้ได้ปฏิบัติตามกติกา ทั้งการจองคิว จองโรงพยาบาลและได้รับการยืนยันจากระบบเรียบร้อย แต่กลับถูกเลื่อนไปไม่มีกำหนด โดยรพ.แจ้งว่าไม่มีวัคซีน เนื่องจากรัฐบาลไม่จัดส่งมาให้ ทั้งๆที่เห็นข่าวรัฐนำเอาวัคซีนไปจัดสรรให้กลุ่มอื่นๆ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ ประกันสังคม ข้าราชการ หน่วยงานที่ขอมา VIP หรือแม้แต่เด็กอายุ 20 ต้นๆ ยังได้ฉีดกันแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นหมายความว่าอย่างไร

ขณะเดียวกันยังมีคำถามอีกว่า เหตุใดไม่จัดสรรวัคซีนให้พวกคนกลุ่มนี้ตามที่ลงทะเบียนก่อน จากนั้นค่อยกระจายไปยังกลุ่มอื่นๆต่อไป ทำไมถึงลอยแพคนกลุ่มนี้ไปเฉยๆ แล้วปัดให้ประชาชนไปคาดคั้นเอาจากโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนเอง ทั้งๆที่พวกเขาเหล่านี้จองผ่านระบบหมอพร้อม ไม่ใช่การจองจากโเองรงพยาบาลเอง ซึ่งรัฐบาลต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้ประชาชนต่อคำถามเหล่านี้ ไม่ใช่โยนกันไปมา แล้วให้ประชาชนรับกรรมกันเอา