ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

บุกตรวจที่สำนักหลวงปู่องค์ดำ เจ้าตัวยันไม่ได้หลอกลวงใคร

185 0
บุกตรวจที่สำนักหลวงปู่องค์ดำ เจ้าตัวยันไม่ได้หลอกลวงใคร

บุกตรวจที่สำนักหลวงปู่องค์ดำเจ้าตัวยันไม่ได้หลอกลวงใคร เขาศรัทธาเองท้าหากมีหลักฐานก็แจ้งจับเลย ขณะที่สื่อบางสำนักพยายามสอบถามก่อนหน้านี้หลวงปู่เคยไปกระทำชำเราผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ทำให้หลวงปู่ไม่พอใจและปฏิเสธว่าไม่เคยมีเรื่องดังกล่าว และพยายามลุกเดินหนี

19 เมษายน 2564 นายเดชสกล  อาดัม  นายอำเภอปะคำ  จ.บุรีรัมย์  ได้มอบหมายให้นายวรแสน  ประสงค์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังลงพื้นที่ไปตรวจสอบ กรณีชายอ้างตัวเป็นหลวงปู่พุทธเทพสุริยะจักรวาล หรือหลวงปู่องค์ดำ ที่นุ่งห่มผ้าจีวรคล้ายพระแต่เป็นสีดำ  อยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมหินเพิง ตั้งอยู่บนที่ป่าท้ายหมู่บ้านเขาย้อยพัฒนา ม.16 ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์  หลังจากมีหญิงสาวชาวจังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าแจ้งความในพื้นที่ชัยภูมิว่า  มารดาซึ่งมีอาชีพเป็นครูหนีมาอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าว  เกรงว่าแม่จะถูกหลอกเพราะเงินเดือนแม่เกือบ 1 แสนบาทไม่เหลือ ถึงขั้นสร้างสำนักไว้หลังบ้านที่ จ.ชัยภูมิ ด้วย 

ซึ่งจากการตรวจสอบบริเวณที่พักสงฆ์หรือสำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าว มีการก่อสร้างรูปปั้นพญานาค 7 เศียร  ห้องน้ำ รวมถึงพระพุทธรูปที่ด้านล่างพญานาคบนหินเพิง ก็เป็นรูปหน้าของหลวงปู่พุทธะด้วย และเมื่อตรวจสอบบริเวณที่หลวงปู่พุทธะพักอยู่  ก็พบพระซึ่งเป็นรูปปั้นหันหน้าเข้ากราบหลวงปู่พุทธะอยู่ทั้ง 2 ด้าน  และพบบาตรพระอยู่ในที่พักสงฆ์ดังกล่าวด้วย  จากนั้นปลัดอำเภอก็ได้เข้าไปพูดคุยสอบถามหลวงปู่พุทธะ หรือหลวงปู่องค์ดำ  ว่ามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร หลวงปู่ตอบว่าก็มีคนที่ศรัทธานิมนต์มาก็อยู่ได้ กำนัน ผญบ.ก็รับรู้ทุกอย่าง  ไม่ได้เป็นผู้หนีคดีหรือซ่อนเร้นอะไร   เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน  สถานที่และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เขาก็มอบให้ตามเหตุและปัจจัยของผู้ที่ศรัทธา    ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เป็นพระแต่เป็นผู้ถือศีลเป็นตัวแทนของหลวงปู่พุทธเทพสุริยะจักรวาล    ส่วนที่มีภาพปรากฏว่ามีพระสงฆ์มากราบไหว้หลวงปู่นั้น  ก็ตอบว่าไม่ได้บังคับให้เขากราบเขามากราบเองเป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่มีใครบังคับ   ถ้าจะเอาผิดก็ต้องไปฟ้องร้องพระที่มากราบเอง 


ส่วนกรณีที่มีคลิปเผยแพร่ในโซเชียลว่าลูกสาวของข้าราชการครูคนหนึ่งมาแย่งเอาตัวแม่ที่หนีมาอยู่ที่สำนักปฏิบัติแห่งนี้กลับบ้านนั้น   หลวงปู่พุทธะก็บอกว่าเป็นความไม่เข้าใจและเป็นปัญหาของคนในครอบครัวเองไม่เกี่ยวกับตัวท่าน  แล้วที่กล่าวหาว่าไปหลอกให้มาเสียเงินเสียทองนั้น ก็ไม่ได้มีใครบังคับให้มาเสียเงินเสียทอง   ถ้ามีหลักฐานก็แจ้งตำรวจมาจับเลยก็ไม่ได้หนีไปไหน   พอสื่อถามว่าท่านจะชี้แจงอะไรหรือไม่หลวงปู่ก็บอกว่าใครทำกรรมอะไร กรรมนั้นก็ตอบสนองเอง ขอให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะไม่มีใครหนีผลบุญหรือผลกรรมได้   ใครสร้างกรรมดีก็ได้ดี สร้างกรรมชั่วก็ได้ชั่ว   แล้วพอสอบถามว่าชื่อเดิมหลวงปู่ชื่ออะไร  ก็ตอบว่า เดิมชื่อนายสายันต์  แก้วมั่น  พื้นเพเป็นคน จ.กระบี่  เปลี่ยนชื่อ เป็นนายพุทธ   เทพสุริยะจักรวาล   ที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ได้ 4 ปีกว่า การเปลี่ยนชื่อก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล  ซึ่งจะถูกหรือไม่ถูกก็ต้องถามทาง อ.กันทรลักษณ์เอง  เพราะเขาเป็นคนออกให้  หลังจากที่สึกใหม่ๆ ก็เปลี่ยนชื่อเลย

ซึ่งช่วงที่ปลัดอำเภอกำลังสอบถามข้อมูล  และสื่อกำลังสัมภาษณ์อยู่นั้น  มีสื่อบางสำนักพยายามสอบถามเรื่องที่ก่อนหน้านี้หลวงปู่เคยไปกระทำชำเราผู้หญิงคนหนึ่ง   ก็ทำให้หลวงปู่ไม่พอใจและปฏิเสธว่าไม่เคยมีเรื่องดังกล่าว   และพยายามลุกเดินหนี   แล้วบอกว่าไม่ให้สัมภาษณ์แล้ว ก่อนจะมีลูกศิษย์มาขอให้สื่อออกไปไม่งั้นจะแจ้งตำรวจ   

ขณะที่นายวรแสน  ประสงค์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง   กล่าวว่า   จากการตรวจสอบพื้นที่บริเวณที่พักสงฆ์ดังกล่าว ในเบื้องตนยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นที่ดินประเภทไหน  แต่ก็จะได้ทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัด , สปก. และป่าไม้ ให้เข้ามาตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ สปก.   เขตป่าอนุรักษ์  หรือที่สาธารณะประโยชน์หรือไม่   แล้วมีการใช้ประโยชน์ผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร   ส่วนตัวของนายพุทธะ  หรือหลวงปู่พุทธะ  หรือหลวงปู่องค์ดำตามที่ชาวบ้านเรียกนั้น  ในพื้นที่อ.ปะคำ  ยังไม่มีว่ามีชาวบ้านหรือบุคคลใดเข้าไปร้องเรียนว่าถูกหลอกลวง  หรือได้รับความเสียหายแต่อย่างใด    

ด้านนายบุญมี   กมมาลี   ผู้ใหญ่บ้านบ้านเขาน้อยพัฒนา ต.โคกมะม่วง   บอกว่า  ส่วนตัวรู้จักกับหลวงปู่พุทธะประมาณ 1 ปีเศษแล้ว  ตนและชาวบ้านจะเรียกว่าหลวงปู่องค์ดำ   ก็มีชาวบ้านศรัทธาเยอะเพราะท่านสอนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี   ส่วนสถานที่ดังกล่าวก็เป็นที่พักสงฆ์ ไม่ใช่สำนักสงฆ์ ที่ผ่านมาก็จะมีพระหรือผู้ที่ถือศีลมาพักหลายคนแล้ว   มีการสร้างมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งสร้าง   ส่วนเรื่องที่ดินก็ไม่ใช่ที่ สปก.ตามที่เป็นข่าว  แต่เป็นที่ที่อยู่ในความดูแลของป่าไม้ซึ่งก็ได้ขออนุญาตจากป่าไม้เพื่อขอใช้พื้นที่ดังกล่าวตามขั้นตอนแล้ว  ส่วนพฤติกรรมของหลวงปู่องค์ดำนั้นเท่าที่ทราบก็ไม่เคยเห็นท่านเรียกร้องหรือขอรับบริจาคจากใคร   สิ่งปลูกสร้างต่างก็จะมีผู้ที่ศรัทธาท่านรวมกันมาก่อสร้างเอง

เรื่องโดย สุรชัย พิรักษา | ภาพโดย สุรชัย พิรักษา
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์