ณัฐวุฒิ ก้าวไกล ซัด วิษณุ อย่า งง! พรรคก้าวไกลไม่ได้สนับสนุน พ.ร.บ.คู่ชีวิต

ณัฐวุฒิ ก้าวไกล ซัด วิษณุ อย่า งง พรรคก้าวไกลไม่ได้สนับสนุน พ.ร.บ.คู่ชีวิต แต่จุดยืนของเราคือสมรสเท่าเทียม .

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2564 ณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมหลังเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 ที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเสนอต่อรัฐสภาว่าอาจเปลี่ยนหลักการของ กม.ข้อมูลข่าวสารกลายเป็น "ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น" โดยพรรคก้าวไกลได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาศึกษาร่าง กม.ดังกล่าว ต่อมาในวันเดียวกันนั้นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า "ตนได้เห็นร่าง พ.ร.บ.นี้แล้ว ขอให้ไปพูดกันในสภา ซึ่งจะมีคนทักท้วงหรือคัดค้านก็มิใช่เรื่องแปลก" และพูดเลยไปว่าขนาด พ.ร.บ.คู่ชีวิตที่คิดว่าดี ก็มี ส.ส.พรรคก้าวไกลทักท้วงจนไม่ได้เข้าสภา ทั้ง ๆ ที่ พรรคก้าวไกลบอกว่าอยากได้ พ.ร.บ.คู่ชีวิต แต่ไม่เอาร่างของรัฐบาล

ณัฐวุฒิ ก้าวไกล ซัด วิษณุ อย่า งง! พรรคก้าวไกลไม่ได้สนับสนุน พ.ร.บ.คู่ชีวิต


พรรคก้าวไกลยืนยันว่าข้อความสัมภาษณ์ของนายวิษณุคลาดเคลื่อนจากความจริงไปอย่างมาก เพราะพรรคและ ส.ส.ของพรรคไม่มีผู้ใดสนับสนุน พ.ร.บ.คู่ชีวิต เนื่องจาก กม.ฉบับดังกล่าว รองรับเฉพาะการจดทะเบียนของคู่รักเพศเดียวกัน ในลักษณะหุ้นส่วนชีวิต ที่ไม่ได้สิทธิต่าง ๆ เท่าเทียมกับคู่สมรสชายและหญิง เป็น พ.ร.บ. ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมองคนอย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกับบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ 
ณัฐวุฒิกล่าวว่า ตั้งแต่พวกตนอยู่พรรคอนาคตใหม่ และต่อมาย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล เรามีจุดยืนและมีนโยบายนี้มาโดยตลอดคือการสนับสนุนให้คนรักทุกเพศสภาพและเพศวิถีสามารถสมรสได้อย่างไม่มีข้อจำกัด โดยวันนี้ ส.ส.ของพรรคนำโดยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดว่าด้วยการสมรส หรือที่คนในสังคมเรียกกันอย่างง่าย ๆ ว่า "สมรสเท่าเทียม" เปลี่ยนสถานะการสมรสระหว่างชายและหญิงเป็นบุคคลกับบุคคลต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่อเปิดรับฟังความเห็นเกิดกระแสตอบรับและมีผู้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง กลายเป็นประวัติศาสตร์ของการเสนอร่าง กม. และตอนนี้ประธานสภาได้บรรจุอยู่ในวาระการประชุมของสภาแล้ว

"จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมี ส.ส.ของพรรคไปสนับสนุน พ.ร.บ.คู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นของ รบ. หรือฉบับอื่น ๆ ก็แล้วแต่ และเราจึงไม่จำเป็นต้องทักท้วงใด ๆ ที่ทราบมาคือ ครม.ส่งร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ฉบับกระทรวงยุติธรรมมาที่สภาแล้ว แต่วิปรัฐบาลส่งเรื่องกลับไป ครม. ซึ่งก็ไม่ทราบเพราะเหตุใดถึงไม่กล้านำเข้าสภา หรือเพราะกลัวกระแสต่อต้านจากประชาชนที่ไม่เอา พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่มองคนไม่เท่ากัน" 
อีกทั้งการที่นายวิษณุให้สัมภาษณ์ข้างต้นเสมือนรัฐบาลยอมรับว่าร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 ส่งมาสภาพิจารณา และถูกสังคมท้วงติงอย่างหนักกำลังมีปัญหาจริง ๆ ซึ่งตนไม่ประหลาดใจแต่ประการใด เพราะขนาดจะได้เห็นร่าง กม.ฉบับนี้เต็ม ๆ นอกเหนือจากการสรุปสาระสำคัญโดยคณะรัฐมนตรี ที่บอกว่ามีการแก้ไขประเด็นสำคัญ 16 ประการ ก็เป็นเรื่องยากจริง ๆ เมื่อเข้าไปดูเว็บไซต์ของ สนง.กฤษฎีกา ก็ถอดร่างที่รับฟังความเห็นออกไปแล้ว เว็บไซต์หน่วยราชการอื่นก็ตีทับข้อความว่าห้ามเผยแพร่ นี่ต่างหากคือปัญหาของข้อมูลข่าวสารของราชการที่กำลังจะเปลี่ยนหลักการมาเป็น "ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น" โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงปัญหาอื่น ๆ ที่ตนให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว
"การที่นายวิษณุออกตัวว่าเรื่อง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เดี๋ยวค่อยไปว่ากันในสภา แต่นำ พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่รัฐบาลได้ถอนร่างจากสภากลับไปมาเปรียบเทียบ เสมือนยอมรับกลาย ๆ ว่าอาจจะใช้รูปแบบเดียวกัน คือการถอนร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารกลับไปใช่หรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลยังจะดันทุรังนำกฎหมายฉบับนี้ที่ปัญหาอย่างมากเข้าสภา โดยไม่สนใจเสียงของนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ประชาชน ที่ท้วงติง ถึงขนาดมีการติดแฮชแท็ก #ไม่เอาพรบข้อมูลข่าวสาร ก็อาจจะเกิดการคว่ำร่างของรัฐบาลในชั้นรับหลักการก็เป็นไปได้ โดยหากเป็นเช่นนั้นรัฐบาลเองก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ" จะให้ตนไปแนะนำนายวิษณุ ที่เป็นอาจารย์ของตนก็คงจะไม่เหมาะ แต่หากรัฐบาลเห็นว่าจะทำสิ่งใดที่คิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ที่สุด ก็ควรทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ ณัฐวุฒิกล่าว