ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564

"พรรคร่วมฝ่ายค้าน" ลุยโหวตแก้รธน.วาระ 3 มั่นใจไม่ขัดศาลรธน.

66 0
พรรคร่วมฝ่ายค้าน ลุยโหวตแก้รธน.วาระ 3 มั่นใจไม่ขัดศาลรธน.

"พรรคร่วมฝ่ายค้าน" ชี้ศาลฯวินิจฉัย รธน.แก้ไขได้ ประกาศลุยโหวตวาระ 3 ชง "ชวน" ถกประชามติพ่วงไปเลย "พิธา" จวกพวกบอกโมฆะ ตีความไม่เห็นหัว ปชช. จี้ รบ.ใช้ ม.166 ถามประชามติ "วันนอร์" ขอทุกฝ่ายเห็นแก้ รธน.เป็นทางออกประเทศ "พิจารณ์" แนะทำประชามติก่อนทูลเกล้าฯร่าง รธน.แก้ไข

วันนี้ (12 มี.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องขอประชามติก่อน โดยมีแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ภายหลังการประชุมมีการแถลงข่าวร่วมกัน

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ของฝ่ายค้านที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าสามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ ดังนั้นฝ่ายค้านจะดำเนินการเพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเราจะเดินหน้าพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต่อ ทั้งนี้ การดำเนินการในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ เราเห็นว่า ประธานรัฐสภา ควรนำเรื่องการลงประชามติเข้ามาหารือในที่ประชุมด้วย

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิกสรพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันในการลงมติวาระ 3 โดยเราถือว่า มีความชอบธรรม และสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดถูกต้องแล้ว

ขณะที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภาตั้งแต่ต้น คำวินิจฉัยของศาลฯถือเป็นการยืนยัน จากนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรมาจากการล้มล้างการปกครอง หรือการทำรัฐประหารอย่างเดียว แต่ควรอยู่คู่กับกลไกรัฐสภาในระบบประชาธิปไตย และคำวินิจฉัยที่ออกมาสอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่เรากำลังทำอยู่ในรัฐสภา วาระที่ 1 และ 2 ถือว่าไม่เป็นโมฆะ และเราจะเดินหน้าไปสู่วาระที่ 3 สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่คือการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา คือ มาตรา 256 ไม่ใช่แก้ไขทั้งฉบับ และแม้วันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ประธานรัฐสภาจะกำหนดวันประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 แล้ว แต่กระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นการพายเรือวนอยู่ในอ่าง มีความพยายามประวิงเวลา และถ่วงเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้ามีการโหวตคว่ำในการประชุมรัฐสภาในวาระที่ 3 อีกก็จะได้รู้กันว่าใครมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน พรรคก้าวไกลเห็นว่า ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจแต่จะโหวตคว่ำในวาระที่ 3 ปิดประตูการแก้ไข ศาลรัฐธรรมนูญได้บอกวิธีลดอุณหภูมิการเมือง คือให้รัฐบาลใช้มาตรา 166 เพื่อสอบถามประชาชนว่าอยากแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือกุญแจนำไปสู่ทางออก

"การที่สมาชิกรัฐสภาบางคนพยายามลดทอนอำนาจของตัวเองโดยการบอกว่าวาระที่ 1 และ 2 เป็นโมฆะนั้น เป็นการตีความที่ไม่เห็นหัวประชาชน และไม่ถูกต้อง" นายพิธา ระบุ

เช่นเดียวกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ตนคิดว่าประธานรัฐสภาทำถูกแล้วในการบรรจุกำหนดวันโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ดังนั้น ในการประชุมควรพิจารณาเห็นชอบเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวว่ารับหรือไม่รับ การจะเอาเรื่องอื่นเข้ามาพิจารณาก่อนตนคิดว่าประธานสภารู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นจะเท่ากับเรื่องที่พิจารณาอยู่ตกไป ประเด็นต่อมาคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรากำลังทำอยู่ เราใช้เวลานานกว่า 1 ปีในการดำเนินการเพื่อหาทางออกประเทศ ตนคิดว่า รัฐบาล ส.ว. และรัฐสภาต้องเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกสำหรับวิกฤติประเทศ หากมีการโหวตคว่ำหรือไม่มีการโหวตก็จะค้านกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เราต้องเดินหน้าโหวตวาระ 3

ด้าน นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า การดำเนินการที่เราทำอยู่นี้คือการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งเป็นการแก้ไขรายมาตรา ไม่ได้แก้ทั้งฉบับ ดังนั้น การดำเนินการจึงไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า รัฐสภามีความกังวลในเรื่องของเงื่อนเวลาตามมาตรา 5 ที่ระบุว่า จะต้องเลือก ส.ส.ร.ภายใน 30 วัน ซึ่งจะทำให้ไม่ทันกับการทำประชามติ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เราต้องทำประชามติสอบถามประชาชนก่อนที่จะถึงกระบวนการลงพระปรมาภิไธย และประกาศเป็นพ.ร.ฎ.โดยเราสามารถทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระ 3 นี้ หรือไม่ และถามเป็นคำถามพ่วงไปในคราวเดียวกับการทำประชามติว่า จะให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เพื่อให้มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีความเห็นหลายมุมในคำวินิจฉัย ว่าควรเดินหน้าโหวตวาระ 3 ในวันที่ 17 มีค.64 หรือไม่ ตนเห็นว่ารัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ในวาระ 1 และ 2 ก็ผ่านขั้นตอนมาทุกเรื่อง พอโหวตวาระ 3 หากผ่าน ก็ไปทำประชามติ ครั้งแรก คงใช้เวลา 90- 120 วัน พอผ่านการทำประชามติ ก็เลือกตั้ง สสร.200 คน แล้วไปยกร่าง ใช้เวลา 240 วัน เสร็จแล้วก็ไปทำประชามติ ครั้งที่ 2 ผ่านแล้วก็โปรดเกล้า ประกาศใช้เป็น รธน.60 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมระยะเวลาทั้งสิ้น ราวๆ 20 เดือน ที่มีส.ว.บางท่านบอกว่า ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ ต้องไปทำประชามติก่อนนั้นส่วนตัวเห็นว่าทุกอย่างผ่านตัวแทนประชาชนในรัฐสภามาแล้วควรเดินหน้าลงมติวาระ 3 ได้ ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ส่วนมากก็พอมองเห็นกันอยู่ ตนขอบอกว่ามีแค่สองกลุ่ม คือกลุ่มที่อยากให้แก้ไข เพราะเห็นว่า รัฐธรรมนูญ60 มีจุดอ่อนหลายเรื่อง มีความเป็นประชาธิปไตยน้อย กับ กลุ่มที่ไม่อยากให้แก้ไข เพราะได้ประโยชน์จากเหมือนกับคำพูดที่ว่ารัฐธรรมนูญเขียนมาเพื่อพวกเรา.


เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์