ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

"จตุพร" มองฝ่ายค้านซักฟอก ควรเน้นปลุกประชาชนลุกขึ้นมาจัดการรัฐบาล

440 23
จตุพร มองฝ่ายค้านซักฟอก ควรเน้นปลุกประชาชนลุกขึ้นมาจัดการรัฐบาล

"จตุพร" มองฝ่ายค้านซักฟอก ควรเน้นปลุกประชาชนลุกขึ้นมาจัดการรัฐบาล แต่หากล้มมวยกันอีกรอบ เชื่อว่าจะถูกไล่ลงจากเวทีทั้งคู่ จี้รัฐทบทวนเยียวยาเงินสด แนะปรับท่องเที่ยวเพื่อคนไทยพยุงเมืองท่องเที่ยวไม่ให้ร้าง

เมื่อ 24 ม.ค. 2564 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.กล่าวในรายการ peace talk หัวข้อ เมืองท่องเที่ยวร้าง เยียวยาเหลว อยู่ไปทำไม? โดยระบุว่า สถานการณ์โควิด 19 ในรอบที่ 2 นั้นกระทบมากกว่ารอบแรกทวีคูณ เพราะในรอบแรกพอจะมีเงินติดตัวกันอยู่บ้าง แต่ในรอบที่ 2 นั้นแทบไม่ทันตั้งหลัก

อีกทั้ง หลายคนคิดว่าจะฟื้นตัวซึ่งตนได้พูดคุยกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งที่ภูเก็ต และเกาะสมุย เชียงใหม่ และอีกหลายๆแห่ง ก็มีการอธิบายชัดเจนว่า คนไทยทยอยมาใช้บริการ กำลังที่จะลุกขึ้นยืนได้แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ทันทีที่เกิดการระบาดของเชื้อโควิด 19 ในรอบที่ 2 นั้นพังพินาศย่อยยับไปกับตา หลายโรงเเรมขึ้นป้ายปิดกิจการ บางแห่งติดป้ายขายกิจการ ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ท้ายที่สุดก็อยู่ในมือของนายทุนต่างชาติ  

ยกตัวอย่างถนนข้าวสาร  สภาพปัจจุบันเหมือนกับป่าช้า ซึ่งเมื่อก่อนจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัจจุบันเงียบสงัด เหมือนถนนร้าง ไร้คนเดิน ดังนั้นควรจะปรับให้เป็นถนนท่องเที่ยวของคนไทย โดย กทม. และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรวมถึงส่วนงานต่างๆ  และผู้ประกอบการจะต้องร่วมกันออกใหม่ว่า ถนนข้าวสารในยามที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นคนไทยจะได้มาร่วมใช้บริการ 

อย่างน้อยที่สุดคนจะได้ช่วยคนไทยในยามที่สถานการณ์ของประเทศเป็นเช่นนี้  กฎกติกาบางอย่างที่ผู้ประกอบการไปร้องกับนายกรัฐมนตรีให้ขยายเวลานั่งกินได้ จากเดิมกำหนดไว้ 3 ทุ่ม และขอขยายเพิ่มอีก 2 ชม. เหล่านี้ตนมองว่า เรามาสร้างบรรยากาศร่วมกันใหม่จะดีกว่า เพราะอย่างน้อยที่สุดรักษาชีวิตประชาชนกันไว้ก่อน 

เมืองใหญ่อย่างภูเก็ต เกาะสมุย เชียงราย หมู่เกาะแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลายจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับคนไทยไว้ก่อน มาตรการต่างๆเพียงแค่ประกาศโดยอ้างสถานการณ์โควิด 19 เพียงอย่างเดียวโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่จะช่วยให้คนไทยรอดไปด้วยกันนั้น อะไรที่สามารถผ่อนปรนได้ หรือให้คนสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ อยู่กับโควิด 19 ได้ โดยไม่ตัดช่องทางทำมาหากิน เพราะหากตัดช่องทางทำมาหากิน คนจะตายเพราะความอดอยาก ไม่ใช่ตายเพราะโควิด 19 ดังนั้นรัฐบาลต้องรีบพลิกสถานการณ์เพราะสุดท้ายหากเมืองท่องเที่ยวพินาศย่อยยับ


ดังนั้นมาตรการถัดจากนี้ไป เมื่อรัฐบาลผ่อนปรนให้มีการจัดการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นของเทศบาลทั้งประเทศ ในวันที่ 28 มีนาคมก็แปลความกันว่า บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติแล้ว และเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีความระมัดระวังกันอยู่แล้ว แต่ความบกพร่องหลักจะมาลงกับคนสุจริตถึงขั้นทำมาหากินไม่ได้ เพราะที่มาของการเเพร่ระบาดโควิด 19 ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามาจากบ่อนการพนัน มาจากลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามา เหล่านี้ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับการดูแลของนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหากไม่สามารถฟื้นเมืองท่องเที่ยวที่ร้างอยู่ในขณะนี้ให้กลับมาสู่สถานการณ์ครึ่งหนึ่งของปกติ หรือ 30% ก็จะเกิดปัญหาใหญ่  

ขณะเดียวกันเรื่องการเยียวยาที่ล่าสุด ปรากฏภาพสองตายายขายก๋วยเตี๋ยว ผ่านในโซเชียลมีเดีย ที่ไม่ได้ร่วมโครงการคนละครึ่งเนื่องจากโทรศัพท์ที่ใช้ไม่ใช่สมาร์ทโฟนทำให้ไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ดังนั้นมาตรการการเยียวยาที่ตนทักท้วงมาจนถึงวันนี้ วันที่ 24 มกราคม เหลือเวลาอีก 7 วัน ที่จะต้องทบทวน จ่ายเยียวยาเป็นเงินสดให้ประชาชน เพื่อสร้างความสะดวกเกี่ยวกับการยังชีพ แต่ความที่รัฐไม่เข้าใจและไม่ยอมปรับตัว ดูเสมือนหนึ่งว่าถอยไม่เป็นทั้งที่ตอนเป็น คสช.อะไรที่ตึงมากก็ยอมถอยแต่โดยดี ดังนั้นขอเตือนไปยังรัฐบาลว่า  ความหายนะของแต่ละรัฐบาลไม่เคยพังด้วยเรื่องใหญ่ๆ และหากยังดึงดันก็เสมือนหาเรื่องฆ่าตัวตายเสียเอง  

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า เมื่อทุกอย่างล้มเหลวตามลำดับ คำถามคือจะอยู่ต่อไปทำอะไร ความเป็นรัฐบาลหากแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้ ก็สิ้นสภาพความเป็นรัฐบาล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครตำแหน่งอะไร แต่ ขึ้นอยู่กับว่าใครทำอะไร บางคนทำหน้าที่ได้เล็กกว่าตำแหน่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด หากมาเป็นผู้ปกครองประเทศนี้แล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ "คุณควรออกไปเสีย" ถ้าไม่ออก ประชาชนก็จะต้องลุกขึ้นมาขับไล่ และตนเชื่อว่าอีกไม่นาน   

ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านที่จะมีการยื่นอภิปราย 11 รัฐมนตรี จะเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการพูดความจริงกับประชาชน ทั้งฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตั้งข้อกล่าวหา และฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง หากพูดถึงเสียงในสภาอย่างไรก็แพ้วันยังค่ำ 

ดังนั้นการอภิปรายในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระในการอภิปราย แต่ที่ผ่านมานั้นต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ไม่สามารถล้มรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญนี้ได้  ในสภาคำว่าล้มมวยนั้น คนที่อยู่ในแวดวงนักการเมืองย่อมรู้บางกรณีอธิบายแบบ ค.คนขึงขัง แต่ฝ่ายรัฐบาลเตรียมทุกอย่างมาตอบได้ทุกข้อนั้น ในทางการเมืองคือ ข้อสอบรั่วเล่นละครกัน  

ดังนั้นการอภิปรายคราวนี้ ไม่ควรมีลักษณะเหมือนครั้งที่ผ่านมา เมื่อได้ข้อมูลมาต้องซื่อสัตย์กับข้อมูลนั้นๆ โดยไม่มีลักษณะการล้มมวย โดยมองว่า การอภิปรายครั้งนี้เท่ากับ เป็นการปลุกประชาชนที่อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก หากสามารถอภิปรายชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ประชาชนคนไทยมีความยากลำบาก รัฐบาลยังทุจริตคอร์รัปชั่น ยังลุแก่อำนาจ ก็ทำให้เกิดเเรงกระเพื่อมในหมู่ประชาชน 

การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการปลุกประชาชนให้ลุกชึ้นมาจัดการรัฐบาล เพราะเสียงของฝ่ายค้านในสภาอย่างไรก็ไม่พอ แต่ฝ่ายค้านต้องอภิปรายจนกระทั่งประชาชนไม่สามารถรับรัฐบาลได้ แต่หากล้มมวยกันอีกรอบเชื่อว่าจะถูกไล่ลงจากเวทีทั้งคู่ 

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยังอยู่แบบนี้ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เชื่อว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้าประชาชนทุกฝ่ายจะออกมาเปลี่ยนแปลง หากฝากความหวังไว้กับระบบรัฐสภาไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องถึงมือประชาชนอีกครั้ง และเชื่อว่าประชาชนจะเต็มถนนกันอีกครั้งเพื่อส่งเสียงขับไล่รัฐบาล

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend