ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

"จตุพร" เปิดชื่อเจ๊ ยันไม่พูดลอยๆ มีตัวตนจริง คนเพื่อไทยรู้ดี

7.57K 22
จตุพร เปิดชื่อเจ๊ ยันไม่พูดลอยๆ มีตัวตนจริง คนเพื่อไทยรู้ดี

"จตุพร" เปิดชื่อเจ๊ ยันไม่พูดลอยๆ มีตัวตนจริง คนเพื่อไทยรู้ดี ตอบ"อรุณี"นิ่ม อยากรู้ชื่อเจ๊ "ให้ไปถามบุญทรง คนติดคุกได้เลย" อัดซ้ำไปช่วย "บุญเลิศ" เหตุรับไม่ได้คนบงการเพื่อไทยให้ทำร้ายความยุติธรรม สั่งอุ้มคนเกี่ยวพันคดีบอส ฟาดอีก"ปล่อยเจ๊ไปทำความเสียหายอะไรอีกไม่ได้"

เมื่อ 14 ธ.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk รวมทั้งเปิดเผยชื่อ "เจ๊" ตามที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์  โฆษกพรรคเพื่อไทย ท้าทายและกล่าวหาว่า ประธาน นปช.พูดขึ้นลอยๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีข้อเท็จจริง 

นายจตุพร กล่าวว่า น.ส.อรุณี เพิ่งเข้าสู่ทางการเมืองอย่างจริง เริ่มต้นด้วยพรรคไทยรักษาชาติ แล้วมาอยู่พรรคเพื่อไทย ดังนั้นคงยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของพรรค และชื่อเจ๊ ที่พรรคในพรรครับรู้ ก็ไม่ใช่คนไร้ตัวตน แต่มีอยู่จริง

"คุณอรุณี เพิ่งเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทยไม่นานจึงไม่รู้ชื่อเจ๊ และผมไม่ได้พูดขึ้นลอยๆ คนในพรรคก็รู้ คนทั้งประเทศก็รับทราบ หากไม่รู้กันจริงๆ ว่า เจ๊ชื่ออะไร ก็ควรไปถามนายบุญทรง (เตริยาภิรมย์) เอาเถิด"

นอกจากนี้ นายจตุพร กล่าวว่า หลายวันที่ผ่านมา ระบอบติ่ง ซึ่งเป็นระบอบที่ปล่อยให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรจะเชื่อหรือสิ่งที่ไม่เห็นด้วยให้ผ่านพ้นไปโดยไม่กล้าวิจารณ์เห็นต่างเพื่อหาประโยชน์แล้ว ซึ่งไม่ใช่จุดยืนการเมืองของตน เพราะตนมีความชัดเจนต่อการกล้าวิจารณ์ในสิ่งที่คิดว่าผิด

"การเห็นด้วยในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าผิดแล้ว ผมเชื่อว่าวันนั้น ผมจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ผมกล้าจะเห็นต่าง ซึ่งเป็นความยากลำบาก แต่ผมยืนยันไม่เป็นอื่นแม้ผมเห็นต่าง อีกทั้งการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้เช่นกัน ถ้าผมต้องการคิดในเชิงประโยชน์ ใครเขาจะไปเลือกนายก อบจ.ส่วนท้องถิ่นคนหนึ่งแล้วมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย"

    

อีกอย่าง มีการถามตนว่า คิดจะย้ายขั้วเปลี่ยนข้างหรือไม่ ตนจึงยืนยันว่า ถ้าคิดหาประโยชน์แล้วโดยในช่วงที่ผ่านมาหลายปีนั้น แค่ทำเนียนอยู่ในพรรคแล้วคอยแสดงความเห็นไม่ขัดแย้งใดๆก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตนรู้ว่า เมื่อมีปัญหาความแตกต่างนี้ จะนำพาสู่ความยากลำบาก การย้ายขั้วสลับข้างทำแนบเนียนอยู่ในพรรคนั้นจะดีที่สุด ดังนั้น การพยายามอธิบายว่า เผาพรรคนั้น เป็นเพราะที่ผ่านมามีเส้นทางเดินที่แตกต่างกันอยู่คือ สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เห็นแตกต่างแต่ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนตนไม่อาจเห็นด้วยในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยได้ จึงต้องพูดแตกต่าง โดยเฉพาะกรณี พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเคยตกลงกันว่า จะนิรโทษกรรมให้เฉพาะประชาชนเท่านั้น เว้นแกนนำที่ต้องต่อสู้คดีก่อการร้ายมีโทษขั้นประหารชีวิต

เราเห็นแล้วว่า การปลดปล่อยประชาชนจะเป็นอานิสงส์ยิ่งใหญ่ ยกเว้นแกนนำ เมื่อไม่ปฏิบัติตามที่ให้สัจวาจากันไว้ แต่ขยายเลยเถิดไปสู่แกนนำ แล้วนำไปสู่เรื่องราวต่างๆนั้น ตนจึงต้องออกมาคัดค้าน เพราะรู้ว่า เป็นหายนะของขบวนการประชาชนและรัฐบาล จนทำให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาไล่รัฐบาลมากขึ้น

"ใน พรบ.สุดซอยที่มีการลักหลั่น เจ๊ไปคุมทำเอาตอนตีสี่ตีห้า ที่กล่าวหากันว่า เป็นการลักหลับนั้น แม้ใช้เสียงข้างมากลากไป แต่ท้ายสุดไปเพาะเชื้อให้การชุมนุมลุกลามเกิดการซัตดาวน์กรุงเทพ รัฐบาลก็พังพาบนำพาไปสู่การยึดอำนาจ"

ในช่วงการคัดค้าน มีความเห็นแตกต่างกัน พรรคส่วนหนึ่งงดออกเสียง แต่อีกส่วนทำตามใจเจ๊ คือยกมือเห็นด้วย ตนไม่ว่าอะไร แต่ที่สุดนำไปสู่การพัง เกิดการยึดอำนาจ แล้วคนไทยต้องเดือดร้อนกันถึงทุกวันนี้ 


นายจตุพร กล่าวว่า หลายคนอธิบายในวงประชุมยุทธศาสตร์ของพรรค ให้ปลดปล่อยประชาชนไปก่อน คนอื่นค่อยว่ากันใหม่ เนื่องจากเราต้องการให้ความรับผิดชอบในการต่อสู้อยู่กับแกนนำ บางคนซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน บอกไม่ให้ทะเลาะกับเจ๊ แต่วันนั้นคุณไปสนับสนุนแนวทางเจ๊ไม่ใช่หรือ ที่ลงมติผ่าน พรบ.สุดซอย จนท้ายสุดพังพาบทั้งรัฐบาล

"ตลอดเวลามวลชนเสื้อแดงต่อสู้นั้นเป็นสิ่งงดงาม เพราะเป็นการต่อสู้ในเรื่องสองมาตรฐาน และปรารถนาให้เกิดความยุติธรรมของคนในชาติขึ้น แล้วเราจะไปทนเห็นคดีบอส กระทิงแดง กับคนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกันทั้งหมด หากไม่ร่วมกันประณาม แล้วไปยอมรับการะทำที่ผิดนี้ จะทำให้การต่อสู้ที่ผ่านมานั้น เป็นความสูญเปล่าและเสียหาย"

ดังนั้น ตนจึงต้องไปยืนที่ อบจ.เชียงใหม่ ไปเลือกข้างคนถูกทำลาย เพราะกรณีคดีบอส เป็นเรื่องสะเทือนใจ เมื่อดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ คนกำพร้าพ่อ-แม่ ถูกลูกเศรษฐีเสพโคเคน เมาเหล้า ขับรถชนลากร่างไปไกล 60 เมตร ชนรถมอเตอร์ไซด์กระเด็นลากไปไกลถึง 160 เมตร เสียชีวิตอนาถ

สิ่งสำคัญคือ ลูกเศรษฐียังขับรถไปถึงบ้าน ไม่ยอมรับผิด กลับให้พ่อบ้านมารับสารภาพแทนว่า เป็นคนขับรถชนเอง เมื่อตำรวจสอบหนักจึงคายความจริง ส่วนนายบอส หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ จนบางคดีหมดอายุความไป

ไม่เพียงเท่านั้น คดีบอส ยังเผยความจริงอีกมากว่า มีการจ้างพยานเท็จคือ นายจารุชาติ มาดทอง ให้การว่าอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุเห็นรถเฟอร์รารี่ของนายบอสมีความเร็วแค่ 50-60 กม.ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อมูลสวนทางกับการตรวจสอบพิสูจน์ของฝ่ายสอบสวนว่ามีความถึง 177 กม.ต่อชั่วโมง 

     

แล้วสิ่งไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น โดยชุดตรวจสอบของนายวิชา มหาคุณ ระบุว่า มีขบวนการปั้นพยานเท็จ ไปเปลี่ยนแปลงความเร็วจาก 177 กม.มาเป็นไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง ตามคำบอกกล่าวของชาวบ้านที่ชื่อนายจารุชาติ มาดทอง แต่พยานปากสำคัญก็ตายลงอย่างประหลาดและมากข้อกังขา 

ความตายจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์นั้น ผลการสอบสวนชุดนายวิชา ระบุว่า มีพฤติการน่าสงสัยจะเป็นการฆ่าตัดตอน พร้อมมีพิรุธกับการทุบทำลายโทรศัพท์อีกด้วย แต่ ปปง.กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงิน ดังนั้น ถ้ามีการวิ่งเต้นแล้ว ตนจึงเรียกร้องให้ ปปง.ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง อบจ.เชียงใหม่ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อคนเชียงใหม่และคนไทยทั้งชาติ ว่า ใครไปเกี่ยวข้องกับการทำลายขบวนการยุติธรรมอย่างย่อยยับครั้งนี้

ก่อนตนไปเชียงใหม่ มีการวางแผนจัดตั้งล่วงหน้า โดยนายแก้ว เสื้อแดงเมืองฝาง ระบุในคลิปปราศรัยของพรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหาสกปรกว่า นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ กำลังจ้างจตุพรมาแก้เกม แล้วยังมาแถลงให้ตนลาออกประธาน นปช.

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมแบบติ่งๆเช่นนี้ จึงนำพากันพัง และพรบ.สุดซอยก็ทำกันพังจนมาถึงวันนี้ ดังนั้น คนที่เกี่ยวข้องกับคดีบอส กระทิงแดง ไม่ควรให้มาเหยียบบันได อบจ.เชียงใหม่ด้วย หรืออย่าให้คนชั่วแบบนี้มีที่ยืนด้วยซ้ำไป 

"หลายคนบอกว่าทะเลาะกับเจ๊ จะไม่เป็นปัญหา ผมบอกว่า ไม่เป็นปัญหา เพราะถ้าไม่ทะเลาะเจ๊ ก็ไม่หยุดเจ๊ได้ ซึ่งเจ๊จะเป็นปัญหากับประเทศที่ผ่านมา และกำลังจะเป็นปัญหากับเชียงใหม่อีกด้วย" 

นายจตุพร ย้ำว่า ผลการตรวจสอบชุดนายวิชา มีความชัดเจนอย่างยิ่ง ถึงขั้นระบุว่าในการประชุมเปลี่ยนความเร็วจาก 177 มาเป็น 80 กม.ต่อชั่วโมงนั้น ใครนั่งอยู่ด้วย แม้มีการเปลี่ยนชื่อเล่น ชื่อจริงก็ตาม แต่อาชญากรที่ก่ออาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ดังนั้น ตนยังยืนยันว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วย

"ผมยืนยันว่า ทำไมไปยืนข้าง นายก อบจ.(นายบุญเลิศ) คนหนึ่ง ไม่อยู่ข้างพรรค เพราะรับกับความอยุติธรรมไม่ได้ ดังนั้น ถ้าสังคมฟังเหตุฟังผลกัน เราก็จะเดินไปกันได้ ถ้าเห็นต่างแล้วใช้ติ่งมาบูลลี่กัน จะไม่มีทางแก้ไขปัญหาชาติได้เลย"

ถึงมี่สุดแล้ว สิ่งสำคัญตนมีจุดยืนชัดเจนมาตั้งการแก้ พรบ.สุดซอย และต้าน รธน. ดังนั้นการไม่เห็นด้วยกับการเอาคนเกี่ยวข้องคดีบอส จึงไม่ใช่การเผาพรรค แต่การเอาคนที่เห็นด้วยกับคนที่เกี่ยวข้องกับคดีบอสนั้น เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างย่อยยับ นั่นละเป็นคนเผาทั้งพรรค เผาทั้งกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมรับไม่ได้

"พรรคเพื่อไทยควรตอบอย่างเป็นทางการ ว่า ถ้าผลการสอบสอบมีความเกี่ยวข้องกันแล้ว จะรับผิดชอบอย่างไร ไม่เช่นนั้น หนทางต่อสู้ที่ตายกันนับร้อย บาดเจ็บร่วม 2000 เราต่อสู้กับสิ่งอยุติธรรมไม่ใช่หรือ แล้วถ้ามากล่าวหาคนเห็นต่างว่าเผาพรรค คนนั้นละเป็นคนเผาพรรคตัวจริง"

นายจตุพร กล่าวว่า ปลายสัปดาห์นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะถูกปล่อยตัว แต่ต้องสวมกำไรเท้า ห้ามแสดงความเห็นทางการเมือง หรือออกนอกพื้นที่นนทบุรีไม่ได้ ส่วนตนคดีบ้านสี่เสาเทเวศร์ก็รอจ่อคิว ซึ่งทั้งหมดนั้น เป็นชะตากรรมของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทั้งสิ้น

"สิ่งที่เห็นต่าง เราต้องกล้าพูด ไม่ใช่ว่าเห็นต่างจากต่างจากเจ๊จะทำให้ขบวนการ นปช.ย่อยยับ ผมว่าตามเจ๊ ขบวนการประชาชนมันจะพังพินาศ ชนิดหาแผ่นดินไม่เจอก็แล้วกัน"

นายจตุพร กล่าวว่า ถึงที่สุดแล้ว เราจะไปยืนยันสนับสนุนกับความไม่ถูกต้องไม่ได้ ที่พยายามอธิบายไม่ได้มีเรื่องส่วนตัวใดๆ และไม่ได้กลัวอิทธิฤทธิ์ของเจ๊ และไม่สามารถปล่อยให้เจ๊ไปกระทำอะไรตามใจชอบได้ 

อย่างไรก็ตาม ถ้าบ้านเมืองนี้ ถ้าเราไม่สามารถแยกว่า อะไรคือสิ่งที่ผิดถูกแล้ว จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ทั้งหมดเรื่องหลักการความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องแพ้เรื่องเล็ก แต่การมาเลือกยืนกับนายก อบจ.คนเดียวนั้น เพราะเขาถูกต้อง พรรคไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นความเห็นที่ดำรงจุดมุ่งหมายกันมา

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend