ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

"นิพิฏฐ์"ชี้ปม"น้องธนาธร"ข้ออ้างตร.-อัยการฟังไม่ขึ้น

687 24
นิพิฏฐ์ชี้ปมน้องธนาธรข้ออ้างตร.-อัยการฟังไม่ขึ้น

"นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" รับแถลง "ตำรวจ-อัยการ" ปมไม่ฟ้องน้องชายธนาธร ฟังแล้วยังไร้ความสมเหตุและผล ชี้ทำไมต้องรอศาลพิพากษาก่อน จึงค่อยมาเอาผิดคดีที่ 2 หวั่นลงเอยแบบ "บอสรอดทุกคดี"

หลังจากอัยการและตำรวจออกมาชี้แจงเหตุผลที่ยังไม่ดำเนินคดี และฟ้องร้อง นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายนายธนาธร กรณีจ่ายเงิน 20 ล้านบาทให้อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อเดิม) เพื่อแลกกับสิทธิการเช่าที่ดินทำเลทองย่านชิดลม โดยไม่ต้องผานการประมูลตามกระบวนการปกติ ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ชี้ว่าพฤติการณ์ของอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ และพวกอีก 1 คน เข้าข่ายเป็น "ตัวกลางเรียกรับสินบน โดยอัยการและตำรวจให้เหตุผลว่า ได้แยกการดำเนินคดีออกเป็น 2 ส่วน ระหว่าง "ผู้รับสินบน" กับ "ผู้ให้สินบน" นั้น

ล่าสุดมีเสียงวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคน อย่าง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกับ "เนชั่นทีวี" ว่า ได้ฟังอัยการแถลงแล้ว ถือว่าเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง โดยอัยการอ้างความเป็นอิสระ ไม่มีการแทรกแซงหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม และหน่วยงานของตนก็ไม่ถูกแทรกแซง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อไม่แทรกแซงพนักงานสอบสวน หรือไม่สั่งการให้สอบเพิ่ม แล้วผู้กระทำความผิดหลุดรอดไป ถ้าเป็นแบบนี้จะตอบว่าอย่างไร แม้จะยังไม่ถึงกับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจนก็ตาม

นายนิพิฏฐ์ ยกตัวอย่างว่า เหมือนโจรกำลังจะปล้นปั๊มน้ำมัน แล้วโทรบอกตำรวจว่าอย่าผ่านมาแถวที่จะปล้นนะ จากนั้นตำรวจก็ไม่ผ่านมา เมื่อตำรวจไม่ประสบเหตุ ก็ไม่ทำคดีปล้นปั๊มน้ำมัน คำอ้างแบบนี้ฟังขึ้นหรือไม่ สำหรับตนมองว่าเป็นเทคนิคของพนักงานสอบสวน

ส่วนที่ตำรวจอ้างว่า รอฟังคำพิพากษาศาลก่อน เมื่อศาลพิพากษาลงโทษว่าเป็น "ตัวกลางรับสินบน" ก็จะดำเนินคดีคนจ่ายสินบนต่อไปนั้น นายนิพิฏฐ์ ย้อนถามว่า คดีนี้ตัดสินมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ขณะนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว ระยะเวลา 1 ปีนานเกินไปหรือไม่ เพราะสำหรับตนมองว่าแค่ 3 เดือน ก็นานเกินไปแล้ว เนื่องจากหลักฐานมีครบ จ่ายไปแล้ว 20 ล้านบาท สัญญาว่าจะให้ทั้งหมด 500 ล้าน บาท ขั้นตอนหลักๆ ก็เหลือแค่เรียกนายสกุลธร มาชี้แจงก็จบแล้ว


กรณีที่อัยการอ้างข้อมูลว่า มีคำให้การในส่วนของนายสกุลธร เมื่อรู้ว่าถูกหลอก ก็ไปเรียกเงินคืน และได้คืนมา 7 ล้านบาท ถือว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าถูกหลอกหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็ต้องสู้คดีอยู่แล้ว แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องดูความสมเหตุสมผลของข้อเท็จจริงด้วย อย่างกรณีที่เกิดขึ้น มีการตกลงจะให้เงิน 500 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลในระบบปกติ

ทั้งนี้ ศาลบอกว่าการกระทำนี้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯได้ประโยชน์ลดลง สำนักงานทรัพย์สินฯเสียหาย ทั้งยังมีข้อเท็จจริงตามคำฟ้องต่ออีกว่า มีการจ่ายเงิน 20 ล้านบาทไปแล้ว อ้างว่าจะนำไปส่งมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทางเหตุผลชัดแล้ว จะอ้างว่าถูกหลอกอย่างเดียวคงไม่ได้

"ผมเห็นด้วยกับคำชี้แจงของทีมโฆษกอัยการข้อหนึ่ง ที่บอกว่า คำพิพากษาของศาล จะนำมาเป็นหลักฐานเอาผิดผู้ต้องหาคนอื่นไม่ได้ ซึ่งขัดกับตำรวจที่อ้างว่ารอคำพิพากษาของศาล เพื่อนำมาพิจารณาดำเนินคดีนายสกุลธร เพราะโดยหลักแล้ว ไม่สามารถนำคำพิพากษาของศาลที่ลงโทษบุคคลหนึ่ง ไปเป็นหลักฐานมัดตัวอีกคนหนึ่งได้ แม้จะร่วมกันกระทำความผิดก็ตาม เนื่องจากข้อเท็จจริงของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน สมมติมีผู้ถูกกล่าวหา 10 คนว่ากระทำผิด ต่อมา 5 คนแรกถูกจับ ศาลพิพากษาว่ากระทำผิด ไม่ได้หมายความว่าจะนำคำพิพากษามาลงโทษบุคคลที่ 6-10 ได้ นี่คือหลักสำคัญ" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นอกจากนั้น การแยกฟ้องตามที่ตำรวจอ้าง ก็ไม่ถูกต้อง เพราะที่ถูกคือต้องดำเนินคดีไปพร้อมกัน แจ้งข้อหาไปพร้อมกัน แล้วไปแยกฟ้องคนละฐานความผิดในชั้นศาล ไม่ใช่แยกฟ้องแบบรอคำพิพากษาคดีแรกก่อน จึงฟ้องคดีที่ 2 เรื่องนี้ส่วนตัวมองว่าคล้ายคลึงกับคดี "บอสรอดทุกข้อหา" จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ลงมาเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาเหมือนกับคดีบอส เนื่องจากฟังเหตุผลของทั้งอัยการและตำรวจแล้วยังเชื่อไม่สนิทใจ ที่สำคัญผู้มีวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรม ต้องมีดุลยพินิจสูงกว่าคนทั่วไป ถ้าใช้ดุลยพินิจไม่สมเหตุสมผล หรือไม่ยอมใช้ดุลยพินิจ ก็น่าคิดว่าต้องให้คนอื่นเข้าไปช่วยใช้ดุลยพินิจหรือไม่

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend