ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การเมืองปลายปี 63 เพื่อไทยแตก-ฝ่ายค้านร่อแร่

7.73K 11
การเมืองปลายปี 63 เพื่อไทยแตก-ฝ่ายค้านร่อแร่

สถานการณ์การเมืองช่วงนี้ดูจะเริ่มคลี่คลายลงไประดับหนึ่ง หลังจากม็อบราษฎรยังไม่มีการนัดหมายเคลื่อนไหวใดๆ และอาจว่างเว้นกิจกรรมยาวไปจนถึงหลังปีใหม่ .

ขณะที่เกมในสภาก็เริ่มนิ่ง เนื่องจาก "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอดคดี "บ้านหลวง" ในศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ได้ตีตั๋วอยู่ในตำแหน่งต่อไป

ส่วนความเคลื่อนไหวเรื่องการเปิดพื้นที่พูดคุยเจรจาสร้างความปรองดอง ผ่านโมเดล "คณะกรรมการสมานฉันท์" ก็ถูกปฏิเสธจากทั้งฝ่ายม็อบและฝ่ายค้าน

กล่าวเฉพาะฝ่ายค้านพรรคหลักอย่างพรรคเพื่อไทย สถานการณ์ล่าสุดปรากฏว่า "แตกยับ" กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไขก๊อกลาออก แม้จะมีการแก้เกมด้วยการตั้ง "คณะกรรมการการเมือง" ขึ้นมาใหม่ โดยใช้บริการ "นักกฎหมายมือฉมัง" ระดับอดีตอัยการสูงสุดอย่าง นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นประธาน

แต่เมื่อดูรายชื่อ "กุนซือ" หรือที่ปรึกษาใหญ่ ซึ่งมีทั้ง "ป๋าเหนาะ" เสนาะ เทียนทอง และ "อาเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แล้ว กลับกลายเป็นแนว "การเมืองลายคราม" มุ่งเกมในสภา มากกว่าจะเป็นการเมืองที่จะรองรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ตามกระแสนอกสภาที่เรียกร้องกันอยู่

พรรคเพื่อไทยวันนี้หนีไม่พ้นเงาคำว่า "พรรคแตก" และหมดลายพรรคที่กวาด ส.ส.ได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศจากสนามเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมปีที่แล้ว สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นต้องบอกว่าโทษใครไม่ได้ นอกจาก "สนิมจากเนื้อในตน"

ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยแตกตัวออกเป็นอย่างน้อย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ ซึ่งหัวขบวนลาออกจากสมาชิกพรรคไปแล้ว และยังเก็บตัวเงียบ ไม่พูดถึงเหตุผลการลาออก รวมทั้งไม่ยอมเปิดเผยอนาคตทางการเมืองของตนเองด้วย ทั้งๆ ที่ตัวคุณหญิงเอง ด้วยวัยและประสบการณ์บนถนนสายนี้ ต้องถือว่ายังมีอนาคตอีกยาวไกล

จะว่าไปคุณหญิงสุดารัตน์ก็ผิดหวังซ้ำซากกับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งเลือกตั้งปี 54 ก็มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาปาดหน้าคว้าตำแหน่ง "นายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทย"

กระทั่งถูกปฏิวัติ จนผ่านพ้นรัฐบาลรัฐประหาร มาสู่การเลือกตั้งปี 62 ก็ไม่ได้นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ไปเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคแทน ผ่านเลือกตั้งก็สอบตก เพราะปาร์ตี้ลิสต็์ไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว ไม่ใช่เกิดจากคะแนนเลือกตั้งได้น้อย แต่เนื่องจากโดนพิษของระบบเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" เล่นงาน แม้แต่ "ยุทธการแตกแบงก์พัน" ก็ช่วยไม่ไหว พรรคไทยรักษาชาติ "เล่นใหญ่เกินตัว" จนถูกยุบ


เมื่อต้องกลายเป็น "แกนนำพรรคขาลอย" ตลอดจนชื่อแคนดิเดตนายกฯของอดีตพรรคไทยรักษาชาติ ยิ่งทำให้มองเห็นธาตุแท้ของ "คนแดนไกล" ว่าไม่ได้จริงจังจริงใจจะชู "คุณหญิงสุดารัตน์" อดีตขุนพลคู่กาย และยังอยู่กับพรรคมาอย่างยาวนานขึ้นเป็นนายกฯอย่างแท้จริง แม้จะมีชื่อเป็นแคนดิเดตอันดับ 1 ของเพื่อไทยก็ตามที

หนำซ้ำเมื่อต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคกันใหม่ คนที่คุณหญิงวางเอาไว้ ก็ยังวืดตำแหน่งหัวหน้า ได้เป็นแค่เลขาธิการพรรค

อยู่ไปอยู่มา เมื่อมีข่าว คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เข้ายึดพรรค ยิ่งทำให้คุณหญิงสุดารัตน์กลายเป็น "เสือลำบาก" เลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ยิ่งหนักกว่าเก่า เพราะคนของตัวเองหลุดจากตำแหน่งสำคัญเกือบหมด ทำให้ถึงคราวทึ่คุณหญิงต้องตัดสินใจ

การลาออกของคุณหญิงสุดารัตน์ แม้จะยังไม่สะเทือนพรรคเพื่อไทยมากในช่วงนี้ เนื่องจาก ส.ส.สายคุณหญิงยังอยู่ทั้งหมด ไม่ได้ลาออก แต่สาเหตุเป็นเพราะถ้าออก ก็ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ เสี่ยงกระทบสมาชิกภาพ แต่คาดว่าถ้ามีสัญญาณเลือกตั้งใหม่เมื่อใด ส.ส.สาย "หญิงหน่อย" จะโบกมือลาพรรคเพื่อไทยครบทุกคน

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่บริหารพรรคอยู่ในขณะนี้ นำโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค สายตรง "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายใหญ่ ขณะที่ขุมพลังที่ยึดกุมอำนาจภายในพรรค ล้วนเป็นสายตรงของบ้านจันทร์ส่องหล้า

ล่าสุดยังไปปลุก "อาเหลิม" ขึ้นมามีบทบาท ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์กับคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ต่าง "น้ำกับน้ำมัน" นั่นเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า คุณหญิงหน่อย ไม่น่าจะหวนกลับมาที่ชายคาเพื่อไทยได้อีกแล้ว ยกเว้นตั้งพรรคใหม่แล้วร่วมรัฐบาลกัน

กลุ่มที่ 3 คือ "กลุ่มแคร์" นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรค ที่ไประดม "มือทำงาน" ยุคที่เคยปั้น นายทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากประชาชน ขึ้นมาตั้งกลุ่มการเมือง เรียกตัวเองว่า "กลุ่มแคร์" มีการจัดกิจกรรมเชิงวิชาการนานๆ ครั้ง นัยว่าเพื่อเตรียมการตั้งพรรค แต่ดูแล้วยังจุดกระแสไม่ติด

โครงสร้างและคณะทำงานใหม่ของพรรคเพื่อไทยในยุคที่มี นายชัยเกษม เป็นประธานคณะกรรมการการเมือง ยังไม่มีรายชื่อคนจาก "กลุ่มแคร์" ไปร่วมขับเคลื่อนพรรค จึงตีความได้ว่า "กลุ่มแคร์" ก็น่าจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่แตกออกมา

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ เคลื่อนไหวเปะปะ แม้จะยังพอมีชั้นเชิงทางการเมืองเหนือกว่าพรรคน้องใหม่อย่างก้าวไกลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีพิษมีภัยทำอะไรให้รัฐบาลได้ระคายผิว โอกาสล้มรัฐบาลจากในสภาเรียกว่าเป็นศูนย์

ส่วนกระแสจากนอกสภาก็เริ่มแผ่ว ม็อบตบตีกันเอง ขัดแย้งกันหนัก แฉกันรายวัน แถมแกนนำและพวกพ้องบางส่วน ยังมีพฤติกรรมเสื่อมจนทำลายศรัทธา จึงต้องรอดูว่าปีหน้าจะขยับอย่างไร

ครั้นจะหวังพึ่ง "ทอน-บุด-ช่อ" นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ล่าสุดก็ "ขว้างงูไม่พ้นคอ" กลายเป็น "วัวพันหลัก" จากกรณีน้องชายไปมีชื่อพัวพันคดีปลอมเอกสารเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งตัวเองจ้องจะตรวจสอบอยางขะมักเขม้น แต่คนในตระกูลกลับไปพัวพันเรื่องไม่ซื่อเสียเอง จนถูกฝั่งตรงข้ามบดขยี้แทบไม่เหลือชิ้นดี

นี่คือโฉมหน้าการเมืองไทย ณ ปลายปี 2563 ที่ดูๆ แล้วฝ่ายค้านและกลุ่มต่อต้านจะอาการร่อแร่ยิ่งกว่ารัฐบาลเสียอีก!

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend