ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564

ผ่าคดีหลอกเช่าที่ดินทำเลทองชิดลมโยง"น้องธนาธร"

1.76K 25
ผ่าคดีหลอกเช่าที่ดินทำเลทองชิดลมโยงน้องธนาธร

มีคดีทุจริตคดีหนึ่งที่ถูกนำมาขยายผลเป็นประเด็นทางการเมือง พาดพิงไปถึง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อยู่ในขณะนี้ คือ คดีที่ "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง" มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย 2 คน ในความผิดเกี่ยวกับตําแหน่งหน้าที่ราชการ กับความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสาร และจัดทำเอกสารปลอม

คดีนี้ศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา มีอัยการเป็นโจทก์ และมีจำเลย 2 คน คือ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ กับ นายสุรกิจ ตั้งวิทวนิช

นายประสิทธิ์ เป็นเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ แผนกโครงการธุรกิจ ในสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นชื่อเดิม จึงมีสถานะเป็น "เจ้าพนักงานของรัฐ" ทำให้คดีขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางส่วนนายสุรกิจ ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน แต่มีพฤติการณ์คล้ายเป็นนายหน้า

ทั้งสองคนได้ร่วมกันปลอมเอกสารของสำนักงานทรัพย์สินฯ ขึ้นทั้งฉบับ เป็นหนังสือเรื่อง "การพัฒนาที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ชิดลม)" หนังสือฉบับนี้ลงชื่อ นายสุรพล เล็กเลิศผล ตำแหน่งนักบริหารงานอสังหา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ และมีการเซ็นลายเซ็นปลอม จากนั้นได้ส่งหนังสือถึง นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ให้เสนอแผนพัฒนาที่ดินผืนนี้ โดยส่งหนังสือที่ปลอมขึ้นทั้งฉบับลักษณะเดียวกันนี้ 2 ครั้ง

จากนั้นก็ได้นำข้อมูลไปพูดคุยกับนายสกุลธร จนฝ่ายหลังหลงเชื่อว่า จะมีการเปิดให้ทําสัญญาเช่าระยะยาวบนที่ดินผืนนี้จริง จึงมอบหมายให้ให้จําเลยที่ 2 คือ นายสุรกิจ ดําเนินการติดต่อประสานงานและอํานวยความสะดวก เพื่อให้บริษัทฯ ได้สิทธิ์ในการเช่าที่ดิน โดยมีค่าตอบแทนถึง 500 ล้านบาท จากนั้นจําเลยทั้งสองได้ร่วมกันในลักษณะ "แบ่งหน้าที่กันทํา"

เมื่อเรื่องมีความคืบหน้า ถึงขั้นมีการจัดประชุมร่วมกัน ฝั่งจำเลยทั้ง 2 คน จึงมีการเรียกรับเงินเบื้องต้น 3 งวด รวม 20 ล้านบาท เพื่อตอบแทนเป็นค่าติดต่อประสานงาน และอ้างว่าเพื่อนำไปจูงใจ "ผู้ใหญ่ในหน่วยงาน" ทำให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ได้รับความเสียหาย

ศาลพิพากษาว่า จําเลยทั้งสองมีความผิดจริง แยกเป็น

- ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม

- ฐานร่วมกันเป็นตัวกลางในการเรียกรับสินบน

รวมจําคุกคนละ 5 ปี แต่จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุกคนละ 3 ปี


จากผลของคดีนี้ จะเห็นได้ว่า นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จึงไม่ได้ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และยังไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ จึงไม่ชัดว่าเป็นผู้เสียหายด้วยหรือไม่

แต่คดีนี้ได้ถูกนำมาขยายผลทางการเมืองจากบางฝ่าย โดยอ้างว่าน้องชายของนายธนาธร น่าจะมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นผู้จ่ายสินบนให้เจ้าพนักงานแล้ว จึงน่าจะต้องมีความผิดด้วย

โดยความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ระบุว่า "ผู้ใดให้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน...เพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ทีมงาน "เนชั่นทันข่าวเย็น" ได้ไปขอความรู้จากนักกฎหมาย ว่าเหตุใดน้องชายของนายธนาธร จึงไม่ถูกฟ้องในข้อหานี้ นักกฎหมายมองว่ามีความเป็นไปได้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ1. น้องชายนายธนาธรถูกหลอก มีสถานะเป็นเหยื่อ หรือผู้เสียหาย จึงไม่เข้าข่ายเป็นผู้ต้องหา หรือผู้กระทำความผิด

2. น้องชายนายธนาธรอาจจะไม่ทราบว่า เงินที่จ่ายไปตามที่จำเลยอ้าง เป็นเงินสินบน อาจเข้าใจว่าเป็น "ค่าดำเนินการ" หรือ "ค่าจ้างทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย" ขณะที่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินจริงๆ จึงไม่ถือเป็นการให้สินบนเจ้าพนักงานหรือ 3. น้องชายนายธนาธรอาจถูกกันไว้เป็นพยาน

นี่คือความเป็นไปได้ 3 ประการที่นักกฎหมายวิเคราะห์ เกี่ยวกับคดีร้อนๆ ที่เป็นข่าวใหญ่และถูกโยงเป็นประเด็นทางการเมืองในวันนี้

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend