ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันเสาร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"อลงกรณ์"ห่วงวิกฤตการเมือง ชงแนวทางสมานฉันท์-แก้รธน.

147 3
อลงกรณ์ห่วงวิกฤตการเมือง ชงแนวทางสมานฉันท์-แก้รธน.

"อลงกรณ์"ห่วงวิกฤตการเมืองบานปลาย เสนอ "3 กลไก 3 หลักการ" เดินหน้าแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ คู่ขนานการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย้ำ ให้ใช้ "ขันติธรรม-เมตตาธรรม-ยุติธรรม" นำทางการแก้ปัญหา

15 พฤศจิกายน 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "3 กลไก 3 แนวทางแห่งการสมานฉันท์: ก้าวแรกยากแต่ต้องเริ่มให้ได้" โดยมีข้อความระบุว่า...

ต้นสัปดาห์นี้ รัฐสภาจะมีการประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ความพยายามคลี่คลายปัญหาการเผชิญหน้าและความขัดแย้งด้วยแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ยังเดินหน้าและเผชิญอุปสรรคบางประการ

สำหรับ มุมมองของผม ในฐานะคนไทยคนหนึ่งมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ขยายตัวเป็นความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อเนื่องมา 15 ปีตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2563 แม้จะมีความพยายามดับไฟไม่ให้บานปลายขยายตัวเป็นสงครามกลางเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเช่นลิเบีย อียิปต์ และซีเรีย จนบ้านแตกสาแหรกขาด เป็นบทเรียนที่เราต้องถอดรหัสเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

วันนี้มีความพยายามของหลายฝ่ายที่ช่วยกันแสวงหาทางออก เช่น ข้อเสนอเรื่องคณะกรรมการสมานฉันท์ที่ท่านประธานรัฐสภากำลังขับเคลื่อนตามข้อมติของรัฐสภา ซึ่งทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐบาล รวมทั้งพรรคการเมืองส่วนใหญ่ แสดงจุดยืนเห็นพ้องในแนวทางดังกล่าว แม้ยังมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยหรือยังไม่เข้าร่วม แต่ก็นับเป็นความพยายามที่ได้จุดประกายความหวังในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง และควรสนับสนุนให้เดินก้าวแรกและก้าวต่อไปให้ได้


ข้อเสนอเรื่อง "3 กลไก 3 แนวทางแห่งการสมานฉันท์: ก้าวแรกยากแต่ต้องเริ่มให้ได้"นี้ ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางของสหภาพรัฐสภาระหว่างประเทศ(IPU : Inter-Parliamentary Union)รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการปรองดองและสมานฉันท์ คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส. 6 สมัย เป็นรัฐมนตรี เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 4 สมัยในช่วง 30 ปีของชีวิตการเมือง รวมทั้งประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516สมัยเป็นนักเรียน,6 ตุลาคม 2519สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และ"พฤษภาทมิฬ"พ.ค. 2535

ผมมีข้อเสนอเรื่อง"3 กลไก 3 หลักการแห่งการสมานฉันท์"เพื่อเติมเต็มแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ได้แก่

1. กลไกการปรึกษาหารือแบบ "4ตา" (Four Eyes principle) หรือ 2 คน 2 ฝ่ายคลี่ความคิดออกมาหารือในทุกประเด็นทั้งประเด็นหลักประเด็นย่อย

2. กลไกไตรภาคี 3 คน 3 ฝ่าย นำประเด็นจากกลไกแรกมาหาจุดร่วมเดินหน้าในประเด็นที่ทำได้ก่อน จากนั้นส่งต่อไปกลไกที่ 3

3. กลไกคณะกรรมการสมานฉันท์ของทุกฝ่าย

ความยากของการประชุมเจรจาคือ การเริ่มจากการรวมทุกฝ่าย ซึ่งมักไม่ได้ผลเพราะขาดความไว้วางใจ และมีความแตกต่างในข้อเสนอและจุดยืนอย่างมาก ดังนั้นการเริ่มจากการเจรจาหารือระหว่าง 2 ฝ่ายและขยับเป็น 3 ฝ่ายไตรภาคีจะเริ่มต้นได้ง่าย และเมื่อเริ่มก้าวแรกได้ก็จะมีก้าวต่อไป เปลี่ยนจาก"การเผชิญหน้าเป็นการพบหน้ากัน"จากนั้นก็เป็นการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์โดยการร้อยเรียงประเด็นที่ผ่านการหารือตกผลึกมาแล้ว โดยประเด็นใดที่เห็นพ้องก็เดินหน้าต่อไป ส่วนประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปก็หารือระดับ 2 ฝ่ายและ 3 ฝ่ายตามลำดับต่อไป โดยทำงานคู่ขนานกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้แต่ละฝ่ายต้องยึดหลักการ 3 ข้อ

1. ยึดหลัก แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างคือเริ่มต้นจากประเด็นง่ายไปสู่ยาก

2. ยึดหลักสร้างความไว้วางใจ (Confidence Building)

3. ยึดหลักประโยชน์แห่งชาติเหนือประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มหรือพรรค

สถานการณ์ในอดีตรุนแรงและร้ายแรงกว่าในปัจจุบัน ถึงขั้นจับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วยแนวคิดปฏิวิติพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาในขณะนี้จึงยังมีความหวังที่จะช่วยกันนำประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้โดยสันติวิธี ขอให้ใช้ขันติธรรม เมตตาธรรมและความยุติธรรมนำทางการแก้ปัญหาเป็นสำคัญก็จะมีความคืบหน้าและบรรลุผลตามที่คนไทยทุกคนคาดหวัง

"ทุกปัญหามีทางออก ถ้ามีกุญแจดอกที่ใช่ ก้าวแรกยากแต่ต้องเริ่มให้ได้"

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend