"ทรัมป์" ออกจากทำเนียบขาว...เสี่ยงเข้าคุก?

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังดึงดันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า โจ ไบเดน จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมาเป็นสามัญชนคนธรรมดาอีกครั้ง และไม่มี "เอกสิทธิ์คุ้มครอง" ทางกฎหมายในฐานะผู้นำประเทศอีกต่อไป

รายงานอ้างแหล่งข่าววงในใกล้ชิดทรัมป์ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ทรัมป์กลัวความพ่ายแพ้มากที่สุด ไม่ใช่เพราะเรื่องภาพลักษณ์ "แพ้ไม่เป็น" ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกลัวว่าตัวเองจะ "ถูกดำเนินคดี" ที่ตามมาเป็นหางว่าวด้วย
เราไม่มีทางทราบเลยว่าทรัมป์เก็บงำ "เรื่องลับ" อะไรของตัวเองไว้บ้าง แต่เท่าที่ตกเป็นข่าวจนถึงขณะนี้ ทรัมป์มี "ความเสี่ยง" เจอคดีอย่างน้อย 5 ข้อหา


1. คดีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปี ระหว่างที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ซึ่งแม้เจ้าตัวจะลงจากเก้าอี้ผู้นำแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็สามารถย้อนกลับมาหลอกหลอนทรัมป์ได้เสมอ โดยเฉพาะข้อหา "ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม" จากการที่เขาไปกดดันคณะสอบสวนทีมหาเสียงของตัวเองตามข้อกล่าวหา "สมคบคิดกับรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้ง" ซึ่งแม้ท้ายที่สุด ทีมงานที่นำโดยโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีต ผอ.เอฟบีไอ จะไม่สามารถตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียโดยตรงได้ แต่คนใกล้ชิดของทรัมป์หลายคนก็ต้องติดคุกจากความผิด "ให้การเท็จ" ต่อเอฟบีไอ

2. ข้อหา "ฉ้อโกง" และ 3. ข้อหา "ตกแต่งบัญชี" สองข้อหานี้มีที่มาจากการสืบสวนของอัยการเขตแมตฮันตันในรัฐนิวยอร์กเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากการ "แกะรอยเส้นทางเงิน" ที่อดีตทนายส่วนตัวของทรัมป์จ่ายเป็น "ค่าปิดปาก" ให้กับดาราหนังผู้ใหญ่ 2 คนที่เคยมีสัมพันธ์ลับกับทรัมป์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2559 แต่ต่อมาได้ขยายการสืบสวนครอบคลุมไปถึงการบริหารจัดการที่ไม่ชอบมาพากลของ "ทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น" ทั้งหมด
4. ข้อหา "เลี่ยงภาษี" จากการเปิดโปงของนิวยอร์กไทม์สที่ได้ข้อมูลการยื่นแบบภาษีของทรัมป์ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ทรัมป์แทบไม่จ่ายภาษีเงินได้เลย และบางปีที่จ่าย เช่น ปี 2559 และ 2560 ซึ่งตอนนั้นทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ แล้ว แต่กลับจ่ายเพียง 750 ดอลลาร์ สวนทางกับประธานาธิบดีคนที่ผ่านๆ มาที่จ่ายภาษีหลักแสนดอลลาร์ต่อปี
5. ข้อหา "ล่วงละเมิดทางเพศ" โดยหลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัมป์มีประวัติล่วงเกินผู้หญิงมาแล้วหลายสิบคน โดยสองคนที่คดียังยืดเยื้อก็คือ นักเขียนประจำนิตยสารแอลล์ที่บอกว่าเคยถูกทรัมป์ข่มขืน และอดีตผู้เข้าแข่งขันรายการเรียลลิตี้ของทรัมป์ที่อ้างว่าเคยโดนลวนลามที่โรงแรม ซึ่งหลังจากทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ทั้ง 2 คนก็ฟ้องกลับในข้อหา "หมิ่นประมาท"
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทรัมป์เคยกล่าวแบบ "ทีเล่นทีจริง" บนเวทีหาเสียงว่า "ถ้าผมแพ้ให้กับผู้ท้าชิงที่ห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง ผมคงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สงสัยผมคงต้องหนีออกนอกประเทศ" มาถึงเวลานี้ ใครจะรู้ว่าทรัมป์จะ "เอาจริง" หรือไม่

ต่อจากนี้ต้องจับตาว่าประธานาธิบดีไบเดนจะจัดการกับทรัมป์อย่างไร โดยเฉพาะรัฐมนตรียุติธรรมคนใหม่จะตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาไล่ล่าเอาผิดทรัมป์หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากไบเดนเดินหน้าดำเนินคดีทรัมป์ สังคมอเมริกาที่แตกแยกอยู่แล้วก็อาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ เพราะคนที่ยังรักและศรัทธาในตัวทรัมป์ก็ยังมีอยู่ไม่น้อย


ด้วยเหตุนี้ ไบเดนจึงให้สัมภาษณ์ว่า "การดำเนินคดีอดีตประธานาธิบดีเป็นสิ่งที่ไม่ปกติเอามากๆ และคงไม่ค่อยดีต่อประชาธิปไตย" แต่ก็ยืนยันว่า เขาจะไม่แทรกแซงการทำงานของรัฐมนตรียุติธรรรมคนใหม่หากต้องการดำเนินคดีทรัมป์ขึ้นมาจริงๆ เพราะรัฐมนตรียุติธรรมไม่ใช่ "ทนายส่วนตัว" ของประธานาธิบดี
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้คงทำให้หลายคนนึกย้อนไปถึงสมัยอดีตประธานาธิบดี "ริชาร์ด นิกสัน" ที่ชิงลาออกก่อนที่ตัวเองจะถูกถอดถอนจากตำแหน่งจากกรณีอื้อฉาว "วอเตอร์เกท" โดยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ที่รับตำแหน่งในเวลาต่อมาเลือกที่จะ "อภัยโทษ" ให้กับทุกความผิดของนิกสัน แม้ประชาชนจำนวนมากจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ประธานาธิบดีฟอร์ดก็ย้ำว่า การตัดสินใจของเขาก็เพื่ออนาคตของประเทศ