ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เผย 3 ผู้นำระดับโลก ที่ "ดร. เสรี" ยกเป็นนักการเมืองในดวงใจ!

2.69K 5
เผย 3 ผู้นำระดับโลก ที่ ดร. เสรี ยกเป็นนักการเมืองในดวงใจ!

รายการ "เรื่องลับมาก (NO CENSOR)" ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.20 - 15.00 น.ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 วันนี้ (28 ต.ค.) "ทอม ทศวรรต ทะสุวร" เปิดใจสัมภาษณ์ "ดร. เสรี วงษ์มณฑา" เกี่ยวกับนักการเมืองในอุดมคติจากทั่วโลก

นักการเมืองในอุดมคติอาจารย์เป็นยังไง?

"จริงๆ แล้วในตำราการจัดการ มีกูรูการจัดการคนนึง ชื่อปีเตอร์ ดรักเกอร์ เขาบอกว่ามนุษย์ที่มีคุณภาพต้องมี 3 ข้อ หนึ่งต้องซื่อสัตย์สุจริต สองมีสติปัญญาเหนือคนอื่น สามต้องขยันขันแข็ง ถ้าแม้นใครที่ไม่มีคุณสมบัติข้อที่หนึ่ง แต่มีสองข้อหลัง คนๆ นั้นจะทำลายองค์กร เพราะเขาเป็นคนชั่ว ไม่ซื่อสัตย์สุจริต แต่เขาเป็นคนฉลาดและขยัน ถ้าหากแม้นใช้ความเก่งในทางโกง เขาก็จะโกงแบบเราไม่รู้ตัวเราจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ถ้าเขาขยันด้วยก็จะทำให้เขาขยันโกง แต่อยากขอเพิ่มในฐานะเป็นนักสื่อสาร คนเป็นนักการเมืองที่ดีต้องมีความสามารถด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารด้านแรงบันดาลใจ จะทำยังไงให้คนซึ่งร่วมรัฐบาลมีแรงบันดาลใจในการทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ทำอย่างไรให้ข้าราชการซึ่่งทำงานอยู่ภายใต้รัฐมนตรีคนนี้ นายกฯ คนนี้มีขวัญและกำลังใจที่อยากทำงานเพื่อประเทศชาติ นี่คือคุณสมบัตินักการเมืองในดวงใจ"

ถ้าลิสต์มา 3 คน มีใครบ้าง?

"ขอใช้เป็นเรื่องระดับโลก แต่ไม่ไปทั้งโลก พี่เป็นคนเอเชีย ชื่นชมคนเอเชีย เวลานี้ฝรั่งกลัวเอเชียมาก เขาเรียกคนเอเชียว่าเยโล่เพาเวอร์ พลังสีเหลือง เพราะก่อนหน้านี้เราเรียกว่าคนขาวอยู่เหนือใครทั้งโลก มองไปอเมริกา ยุโรป ตอนนี้คนผิวขาวกลัวใคร กลัวญี่ปุ่น กลัวจีน กลัวไต้หวัน กลัวเกาหลี กลัวสิงคโปร์ และเขาก็คิดว่าจะทำยังไงถึงจะควบคุมประเทศฟิลิปปินส์ ไทย แล้วประเทศที่อยู่ในกลุ่มอินโดจีนได้ แต่เขารู้สึกว่าแย่แล้ว ตอนนี้อำนาจขับเคลื่อนจากกลุ่มยุโรปและอเมริกา มาสู่ผิวเหลืองตรงนี้ นักการเมืองที่จะพูดถึงก็เป็นนักการเมืองสายตะวันออก"

คนแรก?

"มหาเธร์ เขาเป็นนายแพทย์ ซึ่งคนเป็นหมอ ถ้าหากเขาจะทำอาชีพหมอเขาก็ไม่ต้องเหนื่อยยาก ลำบาก ยังไงก็มีเงินทองร่ำรวย แต่ขณะเดียวกัน เขารู้สึกว่าควรเอาความรู้เขามาใช้ในการบริหารประเทศชาติ เขาเลยลุกมาทำงานการเมือง จากการที่เคยได้ฟังคำสัมภาษณ์ เขาให้ความสำคัญกับเรื่องงานมาก ตอนเขาเป็นนายกฯ ครั้งแรก เขาควบมหาดไทยด้วย เขาคิดว่างานนี้เขาอยากทำ ทีนี้สิ่งที่คนยกย่องคือยกย่องว่าเป็นผู้นำในกลุ่มตะวันออกที่มีวิสัยทัศน์ดีที่สุด มองการณ์ไกล มองไปข้างหน้า คนเราถ้าทำอะไรแล้วมองแต่ละปี จะไม่เรียกว่าวิสัยทัศน์ ในปี 1999 พี่มีโอกาสไปสัมมนาที่มาเลเซีย มีการแจกเอกสารกัน เขียนว่ามาเลเซีย 2020 ปีนั้น 1999"

"พออ่านข้างในเขาต้องการสร้างเมืองนี้เป็นเมืองข้าราชการ เขาต้องการสร้างเมืองนี้เป็นไซเบอร์ซิตี้ เขาจะสร้างมหาวิทยาลัยเหล่านี้เพื่อการวิจัย เขามีการกำหนดชัดเจนเพื่อทำให้มาเลเซียเป็นประเทศที่เจริญแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขาคิดคือเขาจะไม่ยอมแพ้ตะวันตก ฉะนั้นเขาจึงมีความพยายามในการพัฒนามาเลเซีย เรื่องนึงที่มาเลเซียมีปัญหาคือความแตกแยกเรื่องเชื้อชาติ มาเลเซียมีแขก มีมาลายู และจีน ตอนนั้นมีกระแสเชื้อชาตินิยม มหาเธร์เปลี่ยนจากเชื้อชาตินิยมเป็นชาตินิยม ตัดเชื้อทิ้ง ก็แปลว่าทุกคนควรมีสำนึกมาเล ไม่ใช่มาลายู จีน หรืออินเดีย แต่คือสำนึกมาเลเซีย เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างแขก อินเดีย มาลายู และจีน ซึ่งปรากฎว่าเขาทำได้สำเร็จ ด้วยการให้คนดำรงตำแหน่งสูงๆ ในรัฐบาลหรือราชการไม่จำเป็นต้องเป็นชาวมาลายู ถ้าคนจีน อินเดีย มีความสามารถก็สามารถดำรงตำแหน่งสูงๆ ได้ นั่นคือการสร้างความสามัคคีในชาติ"


คนที่สองในดวงใจคือใคร?

"ลี กวนยู เขาจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านกฎหมาย เมื่อลี กวนยู ขึ้นมาบริหารประเทศ เขาก็ใช้ความรู้ทั้งเศรษฐศาสตร์และกฎหมายในการบริหารประเทศ ตอนแรกสิงคโปร์อยู่กับมาเลเซีย แต่มีความพยายามแยกสิงคโปร์ออกจากมาเลเซีย ซึ่งลี กวนยู ไม่สบายใจ เพราะมองว่าสิงคโปร์เป็นพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายนัก ตามข่าวบอกว่าลี กวนยูถึงขนาดหลั่งน้ำตา ว่าเขาจะนำพาสิงคโปร์ไปได้อย่างไร ในเมื่อทรัพยากรก็ไม่มี การที่ประเทศจะเจริญเติบโตได้ต้องมีความหลากหลายทางชีวภาค ต้องมีทรัพยากรธรรมชาติโน่นนี่นั่น แต่ปรากฎว่าสิงคโปร์ไม่มี"

"อย่างการท่องเที่ยว เขาสำรวจ 10 ข้อ สิงคโปร์ได้ที่ 1 เกือบทุกข้อ เรื่องรัฐบาล การบริการ ความปลอดภัย แต่เขาไม่ได้อยู่ข้อนึง เขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่เหมือนบ้านเรา มีถ้ำ ทะเล ภูเขา น้ำตก วัฒนธรรม มีอาหาร มีสถานที่ผจญภัย ดำน้ำต่างๆ นานา แต่เขาไม่มี ลี กวนยูเลยใช้ความคิดว่าจะทำอย่างไรกับเมืองนี้ที่ไม่มีทรัพยากรมากมายแล้วเติบโตขึ้นได้ ในที่สุดลี กวนยูก็ตัดสินใจบริหารประเทศที่หลายคนบอกว่าเป็นประเทศอำนาจนิยม แปลว่าลี กวนยูออกกฎหมายและใช้กฎหมายแบบเคร่งครัดโดยไม่เกรงใจใคร กฎหมายประเทศเขาแข็งแรง จนหลายคนบอกว่าสิงคโปร์มีความเป็นเผด็จดการอ่อนๆ เมื่อเขาประกาศใช้กฎหมาย กฎหมายนั้นมีลักษณะไปริดรอนเสรีภาพคนบางคนที่ยึดมั่นประชาธิปไตยจ๋า"

"เมื่อลี กวนยูขึ้นมาแล้ว เขาคิดว่าถ้าประเทศเขาปล่อยเสรีประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ เขาจะบริหารประเทศไม่ได้ เขาเลยมีลักษณะอำนาจนิยม ถ้าหากกฎหมายอันนี้จำเป็นเขาออก ใครจะด่าจะว่ายังไง ไม่สนใจ เพราะถือว่าเขาตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ"

จะบอกว่าสังคมไหนมีระเบียบ มีกฎหมายชัดเจนจะทำให้การพัฒนาง่ายยิ่งขึ้น?

"ใช่ แต่การออกกฎหมายมันไม่ได้ง่าย เพราะมีคนที่มีความเป็นประชาธิปไตยจ๋า เขาจะพิจารณากฎหมายว่ากฎหมายนี้ริดรอนหรือเปล่า ละเมิดหรือเปล่า ตรงนี้เท่าที่ดูการปกครอง เขาไม่สนใจคำวิจารณ์เหล่านี้ ถ้าเขาคิดว่ากฎหมายนี้จำเป็นทำให้สิงคโปร์เดินหน้าได้เขาทำ ใครจะด่าจะว่าอะไรเขาถือว่าเขาจำเป็นต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ทำให้ประเทศเขารุ่งเรืองได้ ทีนี้นอกเหนือจากนั้นแล้ว สิ่งที่ลี กวนยูให้ความสำคัญ และคิดว่าผู้นำหลายประเทศให้ความสำคัญ"

"เขาให้ความสำคัญกับเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ลี กวนยูเขารู้เท่าทันว่ายุคนี้เราเป็นเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ถ้าหากแม้นคนของเรามีความรู้ดี จะเกิดการใช้ความรู้ในการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ลี กวนยูพัฒนาการศึกษาของสิงคโปร์ จนตอนนี้ถ้าไปดูการทำ Rankingของมหาวิทยาลัยทั่วโลก สิงคโปร์ติดหลายแห่งเลย เขาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เขาให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อให้คนของเขาเป็นคนมีความรู้ นอกจากนั้นก็ปลูกฝังว่าคนสิงคโปร์ต้องขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัย ทุ่มเทเพื่อพัฒนาประเทศชาติ และในที่สุดเขาก็วางนโยบายว่าเนื่องจากทรัพยากรเขามีน้อย ดังนั้นเขาควรต้องใช้วิธีการในการไปถือหุ้นในบริษัทประเทศอื่นๆ ที่เขามีทรัพยากร สิงคโปร์จึงเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจนั้นธุรกิจนี้ของประเทศนั้นประเทศนี้ จนกระทั่งทำให้เขาเป็นประเทศที่ร่ำรวย"

"และที่สำคัญเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักคนไทยที่ไปทำธุรกิจที่สิงคโปร์ เขาเล่าว่าเวลาขออนุญาตอะไร ถ้าไม่ขัดกับกฎหมายได้ทันที ไม่มียึกยักทั้งสิ้น อะไรที่ไม่ถูกไม่ควร ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ทำยังไงก็ไม่ให้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย เราบางทีกว่าจะผ่านได้ยึกยักมากมาย หรือบางครั้งรอบแรกไม่ผ่าน แต่พอมีการเจรจากันบางเรื่อง ในที่สุดที่ไม่ผ่านก็ผ่าน แต่ที่สิงคโปร์ไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าหน้าที่เขาทำงานในลักษณะได้คือไปเลย ไม่ยึกยัก ไม่ได้คือไม่ได้ ไม่ต้องมาเจรจายังไงทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาสำรวจคะแนนเรื่องความซื่อสัตย์ของรัฐบาล สิงคโปร์ได้คะแนนอยู่อันดับต้นๆ ตลอดเวลา เพราะเขาใช้หลักการอย่างนี้ และหลักการที่ลี กวนยูวางเอาไว้ ในที่สุดแล้ว คนมาเป็นนายกฯ ต่อจากเขา ถึงลูกเขาก็ใช้หลักการเดียวกัน สิงคโปร์เวลานี้เป็นประเทศเล็กๆ ที่เป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียนทางด้านเศรษฐกิจ เป็นประเทศที่มีการพัฒนาระดับสูง มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ แล้วเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง"

คนสุดท้ายคือใคร?

"สี จิ้น ผิง อาจเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ในตอนประเทศจีนเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ เหมา เจ๋อ ตุงก็มียุทธศาสตร์ใช้วิธีเดินถนน ใครเดินด้วยก็เข้ามา จนในที่สุดเขาก็สามารถเอาชนะได้ สามารถขับไล่เจียงไคเช็คซึ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เหมาเจ๋อตุงเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ จนเจียงไคเช็คหนีมาอยู่ไต้หวัน หลังเหมาเจ๋อตุง มีผู้นำจีนหลายคน แต่จะเห็นได้ว่าคนโดดเด่นมี 3 คน คนแรก เหมา เจ๋อ ตุงเอง คนที่สองเติ้ง เสี่ยว ผิง คงที่สามสี จิ้น ผิง นี่แหละ เวลาพวกนี้ขึ้นมาเป็นใหญ่ เขาจะมีการเสนอความคิดต่างๆ แต่การบันทึกว่าความคิดนี้เป็นความคิดของใคร มีแค่ 3 ชื่อนี้ ถามว่าคนอื่นให้แนวความคิดไปมั้ย มี แต่ไม่ถึงขนาดยกย่องว่าเป็นความคิดของใคร มีแค่ 3 คนนี้ จริงๆ แล้วสี จิ้น ผิงเอง พ่อเขาเมื่อก่อนก็มีตำแหน่ง แต่เนื่องจากสนับสนุนให้มีการพิมพ์หนังสือตำหนิเหมา เจ๋อ ตุง ก็เลยถูกปลดไปเป็นกรรมกร"

"ชีวิตสี จิ้น ผิง ตอนเด็กเขาก็ยากลำบากแต่เป็นคนไม่ย่อท้อ เขาเป็นคนใส่ใจเรื่องการศึกษา และเขาพยายามอย่างยิ่งในการเข้าพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นตัวอย่างของคนที่เรียกว่าผิดหวังแล้วไม่ยอมแพ้ จนในที่สุดเขาได้เข้าสู่พรรคคอมมิวนิสต์ กลายเป็นผู้นำตรงนี้ ทีนี้ถามว่าชอบเขาตรงไหนอย่างไร เขาเป็นคนมองโลกด้วยความเป็นจริง ประเทศจีนใหญ่โตขนาดนี้เขาคิดว่ประชาธิปไตยใช้ไม่ได้ เขาจึงยึดมั่นเรื่องการมีพรรคคอมมินิสต์ในการใช้อำนาจเพื่อวางแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยไม่มีใครมาคัดค้าน เขาไม่เชื่อเรื่องการมีพรรคฝ่ายค้าน เขาเชื่อว่าถ้าเขาทำอะไรแล้วเป็นความหวังดีกับประเทศชาติ ไม่ควรมีใครทักท้วง ไม่ควรมีใครทำอะไรทั้งสิ้น เขาเดินหน้าของเขา พอเขาขึ้นมา ช่วงแรกเขาปราบคอรัปชั่น มีคนโดนประหารเป็นล้านคน เขายอมไม่ได้ จะเป็นนักการเมือง ข้าราชการอะไรก็แล้วแต่เขาก็จัดการ"

"ทีนี้แนวความคิดในแง่การเมืองเขายังต้องการบริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ บริหารประเทศเพียงพรรคเดียวโดยไม่มีฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันเขามองว่าทางด้านเศรษฐกิจจะใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้ ต้องใช้หลักของเสรีนิยม เขาก็ใช้สองอันคู่กัน การปกครองใช้ระบอบคอมมิวนิสต์ แต่เศรษฐกิจใช้เสรี เขาจึงเปิดประเทศให้คนเข้าไปตั้งโรงงาน เวลาที่เขาต้องเจรจากับประเทศอื่นๆ เช่นสหรัฐ ต้องต่อสู้กับทรัมป์ เขาไม่ได้มีความหวาดกลัวอะไรเลย เขาใช้วาทกรรมในการเชือดเฉือนเพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันไม่ได้กลัวแกนะ ฉันก็มีความรู้ความสามารถในการนำพาประเทศจีนไป ไม่ว่าจะมีการต่อสู้กับอเมริกายังไง สีก็ยังเดินหน้าต่อไปเพื่อให้จีนผงาดขึ้นมา ดังนั้นช่วงโควิดถ้าดู สีจะไปเยี่ยมชุมชนต่างๆ ให้กำลังใจคนทำงาน ทำให้เมืองจีนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโควิด ในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นได้"

"ตอนนี้ประเทศไทยเราเอง เราก็เปิดให้นักท่องเที่ยวมาแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกคือจีน เพราะเราคิดว่าสีจัดการกับเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร เวลาฟังที่เขาให้สัมภาษณ์แต่ละรอบ เวลาเขาแสดงปาฐกถาต่างๆ ประโยคเขากินใจมาก อย่างเช่นช่วงตรุษจีน โควิดระบาด เขาก็พูดปลอบใจคนจีนว่าตรุษจีนปีนี้ไม่เหมือนปีอื่นนะ เราต้องสู้กันต่อไป ซึ่งทำให้คนจีนเขาไม่รู้สึกเดียวดาย ผู้นำสนใจเขาติดตามเรื่องราวต่างๆ ใกล้ชิด ทำให้เขาได้ใจคนจีน เชื่อว่าในสงครามการค้าที่เขาต้องสู้อเมริกา ด้วยวิสัยทัศน์ ด้วยความคิดของเขา ด้วยการปฏิบัติตนของเขาในฐานะผู้นำ เขาไม่มีทางพ่ายแพ้สหรัฐแน่นอน ผู้นำแบบนี้แหละที่เราต้องการ มีความมุ่งมั่น กล้าหาญ จริงใจ เวลาทำอะไรทำด้วยความคิด ศรัทธา ไม่ใช่คนที่เดินหน้าเพียงลำพังคนเดียว แต่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับประชาชนภายในประเทศ อันนี้เขาทำได้ดีจริงๆ"

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend