ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564

รู้เท่าทัน"RSV" ป้องกันการระบาดในเด็กช่วงปลายฝนต้นหนาว

633 18
รู้เท่าทันRSV ป้องกันการระบาดในเด็กช่วงปลายฝนต้นหนาว

ในช่วงปลายฝนต้นหนาว โรค RSV. เป็นโรคที่ระบาดในวัยทารกและเด็กเล็ก เป็นโรคที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเอาใจใส่ มีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาจเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือการป้องกันและผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตุอาการ

ขณะนี้ "โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV"หรือ โรค RSV. กำลังระบาดหนักทั่วประเทศ พบตามโรงพยาบาลระดับต่างๆ มีคนไข้เด็กเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวนมากซึ่ง RSV. เป็นโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัดแต่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ถือเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญในวัยทารกและเด็กเล็ก เป็นโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัด แต่อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

RSV หรือชื่อเต็มๆ ว่า Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้เนื่องจากมักเกิดพยาธิสภาพในส่วนของหลอดลมเล็ก และถุงลม ทำให้มีการสร้างสิ่งคัดหลั่ง เช่น เสมหะ ออกมาในปริมาณมาก และมีการหดตัวของหลอดลมเนื่องจากการบวมของเยื่อบุหลอดลมและทางเดินหายใจต่างๆ ส่งผลให้เด็กมีอาการหอบ เหนื่อย และหายใจลำบากได้อย่างรวดเร็ว เชื้อนี้ติดต่อกันได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งคัดหลั่งต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะอาการของโรคติดเชื้อไวรัส RSV นั้น บางอย่างอาจคล้ายกับอาการไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ซึ่งส่วนใหญ่ไข้ไม่สูงนัก ไอ จาม แต่ก็มีอาการที่ควรสังเกตและสงสัยว่าลูกอาจได้รับเชื้อไวรัส RSV เช่น หอบเหนื่อย, หายใจเร็ว หายใจแรง, หายใจครืดคราด, ตัวเขียว, มีเสียงหวีดในปอด ซึ่งจากการที่เยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบและหลอดลมหดตัว, มีเสมหะมาก และไอโขลกๆ


สำหรับแนวทางในการรักษา ในเด็กเล็กที่อ่อนแอมาก เช่น เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจ โรคปอด และหอบหืดอยู่แล้ว อาจมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว โดยอาจมีอาการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ หรือหายใจล้มเหลว จนต้องนำเข้าหอพยาบาลผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) และอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจด้วย

การดำเนินโรคจะเป็นอยู่ 5-7 วัน บางรายในช่วง 1-2 วันแรกมีอาการไม่รุนแรง แต่ในช่วงวันที่ 3-5 ของโรคจะมีอาการรุนแรงมากสุด จากนั้นอาการจะทุเลาลง

ในส่วนของยาที่ใช้ในการรักษานั้น ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ โดยทั่วไปการรักษาจะเป็นไปตามอาการที่ป่วย รวมถึงการดูแลเรื่องการหายใจและเสมหะ เช่น ให้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาลดไข้ หรือพ่นยา ตามแต่อาการของผู้ป่วย ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้ ในผู้ป่วยที่มีอาการเหนื่อย หายใจไม่ค่อยดี และเริ่มมีออกซิเจนในเลือดต่ำลง การรักษาจะเป็นในรูปแบบประคับประคอง เช่น ให้สารน้ำทางหลอดเลือด ให้ยาพ่นขยายหลอดลม เคาะปอด ดูดเสมหะ รวมถึงให้ออกซิเจน ส่วนในรายที่มีอาการหนักมาก อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยให้การดูแลในหอพยาบาลผู้ป่วยวิกฤติจนกว่าอาการจะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจจะมีการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วยไวรัสชนิดอื่นๆ เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ เชื้อมัยโคพลาสมา หรือเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาที่ครอบคลุมการติดเชื้อเหล่านี้ตามความเหมาะสม

สำหรับเชื้อไวรัส RSV มี 2 กลุ่มย่อย คือกลุ่ม A และ B ซึ่งมีความสัมพันธ์กันแต่ไม่ใช่ตัวเดียวกัน ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยครั้งแรกไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นแม้เคยป่วยแล้วยังสามารถเป็นได้อีก แต่ถ้าเป็นซ้ำๆกันอาการจะไม่รุนแรงมากเท่ากับในครั้งแรกการป้องกันโรคนี้ นอกเหนือจากการหมั่นล้างมือบ่อย ๆ แล้ว ผู้ปกครองที่มีลูกป่วย ควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการไอจามแล่วแพร่เชื้อให้กับผู้คนที่อยู่รอบข้างใส่หน้ากากอนามัยในที่ที่คนพลุกพล่าน ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำถ้าลูกเริ่มเข้าเนิร์สเซอรีหรือโรงเรียน ควรให้ลูกหยุดเรียนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์จนกว่าจะหายเป็นปกติ

ขอบคุณข้อมูลจาก :ไวรัส RSV ไวรัสร้ายที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์